มะแร็ง, เนื้องอก | CANCER, TUMOR



INGREDIENTS | ส่วนผสม


Aflafa | อัลฟัลฟ่า
Astragalus | ปักคี้
Centella Asiatica | ใบบัวบก
Heliotropium indicum | หญ้างวงช้างดอกดาว
Aloe Vera | ว่านหางจระเข้
Piper Longum | ดีปลี
Tinospora Cordifolia | บอระเพ็ด
Beijing Grass | หญ้าปักกิ่ง
Broccoli | บร็อคโคลี่
Chinese | ชะเอม
Cordyceps | ตังถั่งเฉ้า
Dãng guî | ตังกุย
Garlic | กระเทียม
Ginger | ขิง
Ginseng | โสมเกาหลี
Goji berry | โกจิเบอร์รี่
Blueberry | บลูเบอร์รี่
Grape seed| เมล็ดองุ่น
Grape skin | เปลือกองุ่น
Green tea | ใบชาเขียว
Kelp | เคลป์
Beta-glucan | เบต้า-กลูแคน
Peony | แปะเจีย
Pomegranate | เมล็ดทับทิม
Reishi | เห็ดหลินจือ
Sage | เสจ
Schisandra berry | ผงโหงวบี่จี
Shèng dì | เสกตี่
Shiitake | เห็ดชิตาเกะ
Siberian ginseng | โสมไซบีเรีย
Turmeric | ขมิ้น
Chromium | โครเมียม
Copper | คอปเปอร์
Selenium | ซีลีเนียม
Zinc | ซิงก์
L-arginine | แอล-อาร์จินีน
L-carnitine | แอล-คาร์นิทีน
L-cysteine | แอล-ซิสเทอีน
L-glutamine | แอล-กลูตามีน
L-lysine | แอล-ไลซีน
Taurine | ทอรีน
Alpha-lipoic | ไลโปอิก
Coenzyme Q10 | โคเอนไซม์ คิวเท็น
Omega-3 | โอเมก้า 3

มะเร็ง หมายถึงโรคชนิดหนึ่งซึ่งมีลักษณะของการแบ่งเซลล์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ และเซลล์มีความสามารถ
ที่จะลุกลามเข้าไปในเนื้อเยื่ออื่นๆ โดยวิธีการใดวิธีการหนึ่งเช่น เจริญเติบโตเข้าไปในเนื้อเยื่อข้างเคียง
(Invasion)หรือการอพยพเคลื่อนย้ายเซลล์ไปยังตำแหน่งที่ไกลๆ (Metastasis)
การเจริญเติบโตแบบไม่เป็นระเบียบของเซลล์นี้ อาจมีสาเหตุที่เกิดขึ้นภายหลัง หรือเป็นกรรมพันธุ์
โดยการกลายพันธุ์ของ DNA ภายในเซลล์ มีการทำลายข้อมูลของยีน ซึ่งเป็นตัวกำหนดหน้าที่ของเซลล์
การเคลื่อนย้ายและการควบคุมความปกติของการแบ่งตัวของเซลล์
โดยปกติ อวัยวะและเนื้อเยื่อของร่างกาย จะประกอบด้วยส่วนที่มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมเล็กๆ เรียกว่า 'เซลล์'
เซลล์ที่อยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย อาจจะมีลักษณะและหน้าที่การทำงานแตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่
การสร้างหรือผลิตตัวเองขึ้นมาใหม่ จะเป็นในแบบเดียวกัน เซลล์จะเริ่มแก่และตายไปในที่สุด และเซลล์ตัวใหม่
ก็จะเริ่มผลิตขึ้นมาแทนที่ โดยปกติ การแบ่งตัวและการเจริญเติบโตของเซลล์ จะมีการควบคุมและเป็นไป
ตามลำดับขั้นตอน แต่ถ้ากรรมวิธีนี้ไม่สามารถควบคุมได้ ด้วยเหตุผลใดก็ตาม เซลล์ก็จะทำการแบ่งตัวต่อไป
ตามลำดับจนพัฒนาขึ้นมาเป็นก้อนที่เรียกว่า Tumor ก้อนนี้ อาจเป็นก้อนที่ไม่อันตราย
(Benign Tumor) หรืออาจเป็นก้อนเนื้อร้าย (Malignant Tumor) ก็ได้ และมะเร็ง
ก็คือชื่อของก้อนเนื้อร้ายนี้เอง การเรียกชื่อของมะเร็ง ให้เรียกชื่อจากจุดที่เริ่มต้นเป็น เช่น เริ่มเป็นที่
มะเร็งเต้านม แล้วแพร่กระจายไปที่ตับ แต่จะยังคงเรียกว่า มะเร็งเต้านมอยู่ ไม่ใช่มะเร็งตับ
มะเร็ง หรือทางการแพทย์ว่า เนื้องอกร้าย เป็นกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับการเจริญของเซลล์ที่ผิดปกติ
คือ เซลล์จะแบ่งตัวและเจริญอย่างควบคุมไม่ได้ ก่อเป็นเนื้องอกร้าย และรุกรานร่างกายส่วนข้างเคียง มะเร็งอาจ
แพร่กระจายไปยังร่างกายส่วนที่อยู่ห่างไกลได้ผ่านระบบน้ำเหลืองหรือกระแสเลือดไม่ใช่ว่าเนื้องอกทุกชนิดจะเป็น
มะเร็ง เพราะเนื้องอกไม่ร้ายไม่ลุกลามอวัยวะข้างเคียงและไม่กระจายไปทั่วร่างกาย มีมะเร็งที่ส่งผลต่อมนุษย์ที่ทรา
บแล้วกว่า 200 ชนิด
สาเหตุของมะเร็งนั้นมีหลากหลาย และเข้าใจเพียงบางส่วนเท่านั้น มีหลายปัจจัยที่ทราบแล้วว่าเพิ่มปัจจัย
เสี่ยงมะเร็ง ได้แก่ การสูบบุหรี่ ปัจจัยด้านอาหาร การติดเชื้อบางอย่าง การสัมผัสรังสี การขาดกิจกรรมทางกาย
โรคอ้วนและมลภาวะสิ่งแวดล้อม ปัจจัยนี้สามารถทำให้ยีนเสียหายโดยตรงหรืออาจประกอบกับความบกพร่อง
ทางพันธุกรรมที่มีอยู่เดิมในเซลล์ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์เป็นมะเร็งได้ 5–10% สามารถติดตามไปยัง
ความบกพร่องทางพันธุกรรมแต่กำเนิดโดยตรง มะเร็งหลายชนิดสามารถป้องกันได้โดยการไม่สูบบุหรี่ ทานผัก
และธัญพืชเต็มเมล็ด (whole grain) มากขึ้น ทานเนื้อและคาร์โบไฮเดรตขัดสี (refined)
น้อยลง ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกาย จำกัดการรับแสงอาทิตย์ และรับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อบางชนิด
มะเร็งสามารถตรวจพบได้หลายวิธี รวมทั้งการมีอาการและอาการแสดงบางอย่าง การตรวจคัดกรองโรค หรือการ
สร้างภาพทางการแพทย์ เมื่อตรวจพบว่ามีโอกาสเป็นมะเร็งแล้วจะต้องวินิจฉัยโดยการตรวจตัวอย่างเนื้อเยื่อด้วย
กล้องจุลทรรศน์ โดยปกติ มะเร็งรักษาด้วยเคมีบำบัด รังสีบำบัดและการผ่าตัด โอกาสรอดชีวิตของโรคมีหลาก
หลายมากขึ้นอยู่กับชนิดและตำแหน่งของมะเร็งและขอบเขตการรักษาในเริ่มต้น มะเร็งสามารถเกิดในบุคคล
ทุกช่วงอายุ แต่ความเสี่ยงการกลายเป็นมะเร็งนั้นจะเพิ่มขึ้นตามอายุ ยกเว้นมะเร็งน้อยชนิดที่พบมากกว่าในเด็ก
ในปี 2550 มะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิต 13% ทั่วโลก (7.9 ล้านคน) อัตราสูงขึ้นเพราะมีผู้รอดชีวิต
ถึงวัยชรามากขึ้นและมีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตครั้งใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนา

มะเร็งในประเทศไทย
ในปี พ.ศ. 2549 ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง 66,000 ราย โดยในผู้ชายพบมะเร็งปอดมากที่สุด
5,535 ราย รองลงมาคือโรคมะเร็งตับ ส่วนผู้หญิงพบมะเร็งปากมดลูกมากที่สุด 1,484 ราย
รองลงมาคือ มะเร็งปอด มะเร็งเต้านมในปี พ.ศ. 2553 สถิติมะเร็งที่พบมากที่สุด 10 อันดับแรกในประเทศไทย
ในเพศชาย
อับดับ 1. Trachea, Bronchus, Lung / มะเร็งหลอดลม, ปอด จำนวน 23.6 %
อับดับ 2. Colon, Rectum / มะเร็งลำไส้ใหญ่ จำนวน 21.5%
อับดับ 3. Liver, Bile ducts / มะเร็งตับ, ท่อน้ำดี จำนวน 17.3%
อับดับ 4. Esophagus / มะเร็งหลอดอาหาร จำนวน 8.2 %
อับดับ 5. Nasopharynx / มะเร็งคอหอยส่วนจมูก จำนวน 6.6%
อับดับ 6. Non-Hodgkin lymphoma / มะเร็งต่อมน้ำเหลือง จำนวน 6.4%
อับดับ 7. Tongue / มะเร็งลิ้น จำนวน 4.8%
อับดับ 8. Mouth / มะเร็งปาก จำนวน 4.5%
ในเพศหญิง
อับดับ 1. Breast / มะเร็งเต้านม จำนวน 47.8%
อับดับ 2. Cervix uteri / มะเร็งคอมดลูก จำนวน 16.2%
อับดับ 3. Colon, Rectum / มะเร็งลำไส้ใหญ่ จำนวน 10.4%
อับดับ 4. Trachea, Bronchus, Lung / มะเร็ง หลอดลม, ปอด จำนวน 7.1%
อับดับ 5. Corpus uteri / มะเร็งมดลูก จำนวน 4.0%
6. Ovary / มะเร็งรังไข่ จำนวน 4.0%
7. Liver, Bile ducts / มะเร็งตับ จำนวน 3.5%
8. Thyroid / มะเร็งไทรอยด์ จำนวน 2.6%
ขณะนี้โรคมะเร็งกำลังเป็นปัญหาทั่วโลก ล่าสุด ในปี พ.ศ.2550 ทั่วโลกเสียชีวิตจากโรคนี้เกือบ 8 ล้านคน
หรือร้อยละ 13 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด กว่า 2 ใน 3 ของผู้เสียชีวิต อยู่ในประเทศที่มีฐานะยากจน
และมีรายได้ระดับปานกลาง โดยมะเร็ง 5 ชนิดที่พบมากที่สุด อันดับ 1 ได้แก่ มะเร็งปอด เสียชีวิต
ปีละ 1.3 ล้านคน รองลงมา คือ มะเร็งกระเพาะอาหาร ปีละเกือบ 1 ล้านคน มะเร็งตับปีละ 662,000 คน
มะเร็งลำไส้ใหญ่ปีละ 655,000 คน
และมะเร้งเต้านมปีละ 502,000 คน องค์การอนามัยโลก คาดการณ์โรคมะเร็งจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ
ในปี พ.ศ.2558 จะมีคนเสียชีวิตเพิ่มเป็น 9 ล้านคน และในอีก 23 ปี หรือ พ.ศ.2574
จำนวนผู้เสียชีวิตจะเพิ่มเป็น 11.4 ล้านคน ประเทศไทยในปี 2549 มีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง 66,000 ราย
โดยในผู้ชายพบมะเร็งปอดมากที่สุด 5,535 ราย รองลงมา คือ โรคมะเร็งตับ
ส่วนผู้หญิงพบมะเร็งปากมดลูกมากที่สุด 1,484 ราย รองลงมา คือ มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม

เนื้องอก คือ ก้อนเนื้อผิดปกติที่เกิดขึ้นในอวัยวะต่างๆของร่างกายตเรียกว่า ทูเมอร์ (Tumor หรือ Tumour) หรือบางครั้งเรียกว่า นีโอพลาเซีย หรือ นีโอพลาสซึม (Neopla sia หรือ Neoplasm) ลักษณะโดยทั่วไปของเนื้องอกส่วนใหญ่ คือเป็นก้อนเนื้อผิดปกติ เกิดจากการแบ่งตัวเพิ่มปริมาณของเซลล์ เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทำให้อวัยวะที่มีเนื้องอกมีขนาดใหญ่ขึ้น ใหญ่มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขนาดของเนื้องอก ส่วนใหญ่เนื้องอกเวลาคลำดูจะมีความแข็งมากกว่าเนื้อปกติของอวัยวะนั้นๆ โดยมากถ้าเป็นอวัยวะปกติ ที่คลำได้ง่าย เช่น ผิวหนัง เต้านม อวัยวะเพศ ช่องปาก ต่อมไทรอยด์ ต่อมน้ำลาย ต่อมน้ำเหลือง ทวารหนัก และอัณฑะ เมื่อเกิดเนื้องอกขึ้นมาจะเเห็นและคลำง่ายเพราะเเป็นก้อนทำให้อวัยวะนั้นมีขนาดใหญ่ผิดปกติ แต่ถ้าเป็นเนื้องอกที่เกิดที่อวัยวะภายในลึกๆ จะสังเกตเห็นหรือคลำตรวจพบได้ยากมากจนกว่าจะมีขนาดใหญ่ มากแล้วเช่น ปอด ตับ ไต มดลูก สมอง ตับอ่อน ม้าม ต่อมลูกหมาก และ กระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น

สาเหตุของมะเร็ง
สาเหตุนั้นมีหลากหลายและซับซ้อน มีหลายปัจจัยที่ทราบแล้วว่าเพิ่มปัจจัยเสี่ยงมะเร็ง ได้แก่ พันธุกรรม,
การสูบบุหรี่ ปัจจัยด้านอาหาร, การขาดกิจกรรมการออกกำลังกาย, โรคอ้วน, และการบริโภคแอลกอฮอล์
นอกนั้นเป็นการติดเชื้อบางอย่าง, การสัมผัสรังสี, และมลภาวะสิ่งแวดล้อม
อย่างที่ได้ทราบกันแล้วว่า กลไกการเกิดโรคมะเร็งนั้นมีอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ตั้ง 70 % ซึ่งหมายความว่า
เราป้องกันตัวเองจากความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งได้ 70 % แต่ต้องมีวิธีการเป็นระบบ และถ้าเกิดเรามียีน
มะเร็งอยู่ในตัวอยู่แล้วไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเอาชนะมะเร็งได้
สรุปรายละเอียดของสาเหตุการเกิดมะเร็งมีดังนี้
-โรคมะเร็งจากพันธุกรรมหรือกรรมพันธุ์ไม่ได้พบมากมายอะไรแค่ 5-10% ของมะเร็งที่พบทั้งหมด จากการที่
สารพันธุกรรมที่เรียกว่ายีน มีความผิดปกติเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ยีน BRCA1 และ BRCA2
วมีหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ ช่วยดำรงเสถียรภาพของสารพันธุกรรมและป้องกันการเจริญ
เติบโตที่ผิดปกติของเซลล์ การผ่าเหล่าของยีนเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งเต้านมและรังไข่ที่
สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ นอกจากนั้น การผ่าเหล่าของยีน BRCA1 ก็อาจเพิ่มโอกาสของการ
เกิดมะเร็งปากมดลูก มะเร็งมดลูก มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในขณะที่การผ่าเหล่าของยีน BRCA2
ก็อาจเพิ่มโอกาสของการเกิดมะเร็งตับอ่อน มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งถุงน้ำดี มะเร็งท่อน้ำดี และมะเร็งผิวหนั
งเมลาโนม่า เป็นต้น เมื่อลูกหลานที่ได้รับยีนผิดปกติจึงมีการแสดงออกของโรคมะเร็งตั้งแต่อายุยังน้อยเมื่อเทีย
บกับคนที่ไม่มีความผิดปกติของยีนมาแต่กำเนิดที่จะต้องใช้เวลายาวนานกว่าที่จะเกิดความผิดปกติของยีนหลาย
ชนิดจนมากพอที่จะทำให้เซลล์เปลี่ยนไปเซลล์มะเร็ง มะเร็งจากกรรมพันธุ์พบในกลุ่มผู้ที่มีประวัติครอบครัวที่เป็น
มะเร็งกันมากโดยเฉพาะญาติใกล้ชิดและอาจพบมะเร็งได้ในหลายอวัยวะที่มีความสัมพันธ์กัน เช่น มะเร็งเต้านม
มะเร็งรังไข่และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ไม่จำเป็นต้องเป็นมะเร็งของอวัยวะเดียวกันก็อาจเกิดจากความผิดปกติของยีน
ตัวเดียวกัน นอกจากมะเร็งข้างต้น มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลูกนัยน์ตาชนิดเรติโนบลาสโตม่าที่พบในเด็ก
มะเร็งไต ก็เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของยีนเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การตรวจพบว่ามีความผิดปกติของยีนบอก
ได้เพียงว่า คนคนนั้นมีความเสี่ยงมากขึ้นต่อการเป็นมะเร็งชนิดนั้นๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นแน่นอน
ร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่เป็นโรคมะเร็ง ไม่จำเป็นว่าคนที่มีความผิดปกติของยีนจะต้องเป็นโรคมะเร็งทุกคน
แต่ความสำคัญอยู่ที่เมื่อทราบแล้วว่าตนเองมียีนผิดปกติดังกล่าว การปฏิบัติตัวที่เหมาะสมและการหมั่นตรวจ
คัดกรองค้นหามะเร็งชนิดนั้นๆ อย่างสม่ำเสมอเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นสำหรับคนกลุ่มนี้มากกว่าคนปกติทั่วไป
ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ไม่ว่าผู้ที่มีความผิดปกติของยีนจะเป็นโรคมะเร็งหรือไม่ก็ตาม ก็อาจจะมีการถ่ายทอด
ยีนที่ผิดปกตินี้ไปสู่รุ่นลูกหลานต่อไป

สาเหตุและความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดมะเร็ง
-บุหรี่เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็ง สูบบุหรี่หรือการอยู่ในบริเวณที่มีควันบุหรี่ ส่งผลให้เป็นมะเร็ง และโรคระบบ
ทางเดินหายใจต่าง ๆ และถึงแก่ชีวิตได้ โอกาสที่จะเป็นมะเร็งปอดนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณ ชนิดและระยะเวลาที่สูบ
เช่น ผู้ที่สูบบุหรี่วันละ 1 ซอง มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งปอดได้มากกว่าผู้ที่ไม่สูบถึง 10 เท่า และมีความเสี่ยงเป็น
มะเร็งชนิดอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น มะเร็งภายในช่องปาก กล่องเสียง หลอดอาหาร ตับอ่อน กระเพาะปัสสาวะ ไต
และปากมดลูก อัตราเสี่ยงจะลดลงหากลดหรือเลิกสูบ และจะลดลงเรื่อย ๆ ตามระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น การใช้บุหรี่
ชนิดที่เป็นหมากฝรั่ง หรือยานัตถ์ ก็อาจเป็นสาเหตุของมะเร็งในช่องปาก ผู้ที่สูดเอาควันบุหรี่ในบริเวณที่มี
ผู้สูบบุหรี่ จะเพิ่มอัตราเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปอดมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับผู้สูบบุหรี่ หากท่านสูบบุหรี่
ไม่ว่าในรูปแบบใด หากต้องการจะเลิก ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อเข้าร่วมในโครงการเลิกบุหรี่ ตามโรงพยาบาล
หรือหน่วยงานต่าง ๆ
-อาหาร การรับประทานอาหารบางประเภท อาจมีโอกาสก่อให้เกิดมะเร็งได้ จากการศึกษาพบว่า อาหารที่มี
ไขมันสูงมีส่วนทำให้เกิด มะเร็งต่าง ๆ เช่น มะเร็งเต้านม ลำไส้ มดลูก และต่อมลูกหมาก ฉะนั้น ควรเลือก
รับประทานอาหารให้ครบถ้วนและสมดุล โดยเฉพาะอาหารที่มีเส้นใย วิตามิน และเกลือแร่ ในขณะเดียวกัน
ควรลดอาหารที่มีไขมันสูง ไข่ เนื้อติดมัน นมที่มีไขมันสูง เนย ครีม มาการีน และน้ำมันพืช ซึ่งเป็นวิธีที่
ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง
- แสงอุลตร้าไวโอเล็ต แสงจากดวงอาทิตย์ หรือจากแหล่งอื่นๆอาจทำลายผิวหนังและก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้
- แอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก มีโอกาสเป็นมะเร็งในช่องปาก ลำคอ หลอดอาหาร
และกล่องเสียงได้ นอกจากนี้แอลกอฮอล์ยังไปทำลายตับ และมีโอกาสเป็นมะเร็งตับได้ จากการศึกษาพบว่า
แอลกอฮอล์นั้นมีส่วนเพิ่มโอกาสทำให้เป็นมะเร็งเต้านมได้เช่นกัน
- รังสี รังสีเอกซเรย์ที่ใช้ในการวินิจฉัยโรค เพิ่มอัตราเสี่ยงของการเกิดมะเร็งได้ แม้จะมีปริมาณเพียงเล็กน้อย
แต่หากได้รับรังสีซ้ำ ๆ กันหลาย ๆ ครั้ง อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ดังนั้นจึงควรสอบถามแพทย์ถึงความจำเป็น
ของการฉายเอกซเรย์ และปฏิบัติตามข้อควรระวังในการฉายรังสีอย่างเคร่งครัด
- สารเคมีและสารอื่น ๆ การสัมผัสสารต่าง ๆ เช่น โลหะ ฝุ่น สารเคมี ยาฆ่าแมลงเป็นเวลานาน ๆ อาจก่อให้
เกิดมะเร็งได้ ตัวอย่างของสารก่อมะเร็ง ได้แก่ นิคเกิล แคดเมียม ยูเรเนียม เรดอน ไวนิลคลอไรด์ เบนซิดีน
และเบนซิน สิ่งสำคัญของผู้ทำงานคือ ปฏิบัติตามกฏของความปลอดภัย
- ฮอร์โมน ผู้หญิงที่ใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนควบคุมอาการร้อนวูบวาบ หรืออาการเสื่อมของกระดูก ซึ่งมักจะ
เกิดในวัยหมดประจำเดือน จากการศึกษาพบว่า การใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งมดลูก
และมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น แต่ในขณะเดียวกันฮอร์โมนชนิดนี้ก็มีประโยชน์ ช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็น
โรคหัวใจ และโรคกระดูกเสื่อมได้ อัตรเสี่ยงของการเกิดมะเร็งมดลูกจากการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดลงได้
หากใช้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนควบคู่ไปด้วย แต่นักวิจัยได้เสนอว่าการใช้โปรเจนเตอโรน อาจเพิ่มอัตราเสี่ยง
ของการเป็นมะเร็งเต้านม

สัญญาณและอาการแสดง
อาการที่เกิดจากการแพร่กระจายของโรคมะเร็งขึ้นอยู่กับตำแหน่งของเนื้องอก ตามรูป ที่สมอง-ปวดศีรษะ, ชัก,
หัวหมุน ที่ทางเดินหายใจ-ไอ, ไอเป็นเลิอด, หายใจลำบาก ที่ต่อมน้ำเหลือง-การอักเสบของต่อมและท่อน้ำเหลือง
ที่ตับ-ตับโต, ดีซ่าน ที่กระดุกสันหลัง-เจ็บปวด, กระดูกแตกหัก, การกดทับกระดูกสันหลัง
เมื่อมะเร็งเริ่มต้น มันไม่สร้างอาการ สัญญาณและอาการจะแสดงออกก็ต่อเมื่อก้อนเนื้อเติบโตหรือมีการเกิด
เป็นแผลหลุมอย่างต่อเนื่อง การค้นพบขึ้นอยู่กับชนิดและตำแหน่งของการเกิดมะเร็งมีอาการไม่กี่อย่างที่ชัดเจน
หลายอาการยังเกิดขึ้นบ่อยในผู้ที่อยู่ในสภาวะอื่น ๆโรคมะเร็งเป็นนัก "ลอกเลียนแบบที่ยิ่งใหญ่" ตัวใหม่ ดังนั้น
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งแต่ได้รับการรักษาด้วยโรคอื่นๆซึ่งได้รับการสันนิษฐาน
ว่าโรคอื่น ๆได้ก่อให้เกิดอาการแก่พวกเขาไม่มีอาการเฉพาะของโรคมะเร็ง แต่เป็นอาการเช่นเดียวกับการอักเสบ
ของเนื้อเยื่อ/อวัยวะที่เป็นมะเร็ง โดยที่แตกต่างคือมักเป็นอาการที่เลวลงเรื่อยๆและเรื้อรัง ดังนั้นเมื่อมีอาการต่างๆ
นานเกิน 1-2 สัปดาห์ จึงควรรีบพบแพทย์

อาการที่น่าสงสัยว่าเป็นมะเร็ง ได้ แก่
-มีก้อนเนื้อโตเร็ว หรือ มีแผลเรื้อรัง ไม่หายภายใน 1-2 สัปดาห์หลังการดูแลตนเองในเบื้องต้น
-มีต่อมน้ำเหลืองโต คลำได้ มักแข็ง ไม่เจ็บ และโตขึ้นเรื่อยๆ
-ไฝ ปาน หูด ที่โตเร็วผิดปกติ หรือ เป็นแผลแตก
-หายใจ หรือ มีกลิ่นปากรุนแรงจากที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
-เลือดกำเดาออกเรื้อรัง มักออกเพียงข้างเดียว (อาจออกทั้งสองข้างได้)
-ไอเรื้อรัง หรือ ไอเป็นเลือด
-มีเสมหะ น้ำลาย หรือ เสลดปนเลือดบ่อย
-อาเจียนเป็นเลือด
-ปัสสาวะเป็นเลือด
-ปัสสาวะบ่อย ขัดลำ ปัสสาวะเล็ด โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
-อุจจาระเป็นเลือด มูก หรือ เป็นมูกเลือด
-ท้องผูก สลับท้องเสีย โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
-มีเลือดออกขณะเพศสัมพันธ์ทั้งที่ไม่เคยมีมาก่อน
-ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นอึดอัดท้อง โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
-มีไข้ต่ำๆหาสาเหตุไม่ได้
-มีไข้สูงบ่อย หาสาเหตุไม่ได้
-ผอมลงมากใน 6 เดือน มักตั้งแต่ 10%ขึ้นไปของน้ำหนักตัวเดิม
-มีจ้ำห้อเลือดง่าย หรือ มีจุดแดงคล้ายไข้เลือดออกตามผิวหนังบ่อย
-ปวดศีรษะรุนแรงเรื้อรัง หรือ แขน/ขาอ่อนแรง หรือ ชักโดยไม่เคยชักมาก่อน
-ปวดหลังเรื้อรัง และปวดมากขึ้นเรื่อยๆ อาจร่วมกับ แขน/ขาอ่อนแรง
แพทย์รู้ได้อย่างไรว่าผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง?
แพทย์วินิจฉัยโรคมะเร็งจาก ประวัติอาการต่างๆของผู้ป่วย การตรวจร่างกาย ตรวจภาพเนื้อเยื่อ/อวัยวะ
ที่มีอาการด้วยเอกซเรย์ หรือ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ เอมอาร์ไอ แต่ที่ให้ผลแน่นอน
คือ เจาะ/ดูดเซลล์จากก้อนเนื้อเพื่อการตรวจทางเซลล์วิทยา หรือ ตัดชิ้นเนื้อจากก้อนเนื้อเพื่อการตรวจ
ทางพยาธิวิทยา (ตรวจโดยแพทย์เฉพาะทางพยาธิวิทยา)

การแพร่กระจาย
มะเร็งสามารถแพร่กระจายจากจุดกำเนิดเดิมของมันโดยการแพร่กระจายเฉพาะที่, การแพร่กระจายผ่านทา
งน้ำเหลืองไปยังต่อมน้ำเหลืองในภูมิภาคหรือผ่านทางเลือด (การแพร่กระจาย แบบ haematogenous)
ไปยังเนื้อเยื่ออื่นที่ไกลออกไป การแพร่กระจายทั้งหมดนี้เรียกว่า metastasis เมื่อมะเร็งแพร่กระจาย
ไปตามเส้นทาง haematogenous มันก็มักจะแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย อย่างไรก็ตาม 'เมล็ดพันธุ์'
มะเร็งจะเจริญเติบโตได้ดีใน 'ดิน'บางจุดที่เลือกโดยเฉพาะเท่านั้น เป็นสมมติฐานของการแพร่กระจายโรคมะเร็ง
ในรูปของ 'ดินและเมล็ดพันธ์' อาการของการเกิดโรคมะเร็งในระยะแพร่กระจายขึ้นอยู่กับตำแหน่งของเนื้องอก
และอาจรวมถึงต่อมน้ำเหลืองโต (ซึ่งสามารถรู้สึกได้หรือบางครั้งก็เห็นได้ใต้ผิวหนังและมักจะแข็ง), ตับโตหรือ
ม้ามโตซึ่งสามารถรู้สึกได้ในช่องท้อง, รู้สึกเจ็บปวดหรือเศษหักของกระดูกและอาการทางระบบประสาท
ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง
มีพันธุกรรมผิดปกติ เป็นได้ทั้งพันธุกรรมที่ถ่ายทอดได้ หรือ พันธุกรรมชนิดไม่ถ่ายทอด
-สูบบุหรี่, ดื่มสุรา, ขาดสารอาหาร, ขาดการกินผัก และผลไม้
-กินอาหารไขมัน และ/หรือ เนื้อแดงสูงต่อเนื่อง เป็นประจำ
-การสูดดมสารพิษบางชนิดเรื้อรัง เช่น สารพิษในควันบุหรี่ (สารก่อมะเร็ง หรือ สัมผัสสารก่อมะเร็งต่อเนื่อง
โดยเฉพาะในปริมาณสูง
-ร่างกายได้รับโลหะหนักเรื้อรังจาก การหายใจ อาหาร และ/หรือ น้ำดื่ม เช่น สารปรอท
-ติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น ไวรัส เอชไอวี (HIV) ไวรัส เอชพีวี (HPV)
-ติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น เชื้อเอชไพโลริในกระเพาะอาหาร (โรคติดเชื้อเอชไพโลไร)
-ติดเชื้อพยาธิบางชนิด เช่น พยาธิใบไม้ตับ
-การใช้ยาฮอร์โมนเพศต่อเนื่อง
-อายุมากเพราะเซลล์เสื่อมและการซ่อมแซมต่อเนื่อง เป็นสาเหตุให้เซลล์กลายพันธุ์ไปเป็นเซลล์มะเร็งได้

ระยะของโรคมะเร็ง
โดยทั่วไปโรคมะเร็งมี 4 ระยะ ซึ่งทั้ง 4 ระยะ อาจแบ่งย่อยได้อีกเป็น เอ (A) บี (B) หรือ ซี (C)
หรือ เป็น หนึ่ง หรือ สอง เพื่อแพทย์โรคมะเร็งใช้ช่วยประเมินการรักษา ส่วนโรคมะเร็งระยะศูนย์ (0)
ยังไม่จัดเป็นโรคมะเร็ง เพราะเซลล์แค่เริ่มมีลักษณะเป็นมะเร็งแต่ยังไม่มีการรุกราน (Invasive)
เข้าเนื้อเยื่อข้างเคียง
ระยะที่ 1 : ก้อนเนื้อ หรือ แผลมะเร็งมีขนาดเล็ก และยังไม่ลุกลาม
ระยะที่ 2 : ก้อนเนื้อ หรือ แผลมะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้น เริ่มลุกลามภายในเนื้อเยื่อหรืออวัยวะ
ระยะที่ 3 : ก้อนเนื้อ หรือ แผลมะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้น เริ่มลุกลามเข้าเนื้อเยื่อหรืออวัยวะข้างเคียและลุกลามเข้า
ต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้เนื้อเยื่อหรืออวัยวะที่เป็นมะเร็ง
ระยะที่ 4 : ก้อนเนื้อ หรือแผลมะเร็งมีขนาดโตมาก และ (หรือ) ลุกลามเข้าเนื้อเยื่อหรืออวัยวะข้างเคียง
จนทะลุ และ (หรือ) เข้าต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้ก้อนมะเร็ง โดยพบต่อมน้ำเหลืองโตคลำได้ และ (หรือ)
มีหลายต่อม และ (หรือ) แพร่กระจายเข้ากระแสโลหิต และ (หรือ) หลอดน้ำเหลืองหรือกระแสน้ำเหลือง
ไปยังเนื้อเยื่อหรืออวัยวะที่อยู่ไกลออกไป เช่น ปอด ตับ สมองกระดูก ไขกระดูก ต่อมหมวกไต ต่อมน้ำเหลือง
ในช่องท้อง ในช่องอก และ (หรือ) ต่อมน้ำเหลืองเหนือกระดูกไหปลาร้า

วิธีรักษาโรคมะเร็ง
สำหรับการรักษาโรคมะเร็งนี้แพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยอาการของโรค มีการตรวจอย่างละเอียดว่า
เซลล์มะเร็งร้ายกระจายไปอยู่ในบริเวณใดของร่างกายบ้าง เมื่อทราบแล้วก็จะรักษาไปตามอาการ โดยมะเร็ง
แต่ละชนิดการรักษาก็อาจจะแตกต่างกันออกไปบ้าง แต่ทั้งนี้ก็มีวิธีที่แพทย์นิยมรักษากันอยู่ คือ
1. การผ่าตัด
หากผ่าตัดออกได้แพทย์จะทำการผ่าตัดก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อกำจัดก้อนเนื้อร้ายที่อยู่ในร่างกายเราออกไป
แต่วิธีนี้ไม่ได้สามารถทำการรักษาได้กับมะเร็งทุกประเภท และหากทำการผ่าตัดแล้วก็ยังไม่แน่นอนว่าจะหายขาด
100 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ เพราะเซลล์มะเร็งอาจยังหลงเหลือหรือหลบซ่อนอยู่ในร่างกาย โดยอาจเป็นเซลล์มะเร็ง
ที่กำลังจะเกิดแต่ยังไม่โตให้เห็น ทำให้แพทย์ไม่สามารถรู้หรือสังเกตเห็น เมื่อปล่อยไปสักระยะก็จะกลับเข้าสู่วังวน
เดิม คือเริ่มก่อตัวขยายใหญ่ขึ้น ก็ต้องมาผ่าตัดกันใหม่อีกรอบ แต่โดยมากกับวิธีการผ่าตัดนี้แพทย์มักแนะนำ
ให้ทำคีโมหรือเคมีบำบัดร่วมด้วย เพื่อเพิ่มโอกาสที่จะช่วยให้หายขาดจากโรคมะเร็งนี้ได้
2. การใช้รังสีรักษา
เป็นการฉายแสงไปยังเซลล์มะเร็งในร่างกายเพื่อทำลายกลุ่มก้อนเซลล์มะเร็งนั้น สำหรับการฉายแสงนี้เป็นการ
รักษาแบบเฉพาะที่ โดยอาศัยปัจจัยจากชนิดของมะเร็งที่เป็น รวมทั้งระยะเวลาที่เกิดมะเร็ง ตลอดจนสุขภาพของ
ผู้ป่วยด้วยว่าแข็งแรงพอหรือไม่ ซึ่งหากผู้ป่วยพร้อมก็จะทำการฉายแสงประมาณ 2 – 10 นาที โดยต้องทำ
การฉายแสงสัปดาห์ละ 5 วัน รวมประมาณ 5 – 8 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ แต่การรักษาด้วย
รังสีรักษานี้จะทำให้เกิดผลข้างเคียงขึ้น ได้แก่ ผิวหนังจะแห้งๆ คันๆ แดงหรือคล้ำ รวมทั้งเจ็บคอ ลิ้นไม่รู้รส
ปากแห้ง และอ่อนเพลียมาก
3. เคมีบำบัด (คีโม)
สำหรับวิธีนี้ถือเป็นการรักษาอย่างถูกจุด เรียกว่าถึงรากถึงโคน แก้ที่สาเหตุโดยตรงของปัญหา เพราะเป็น
การให้ยาเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งทั้งหมดที่อยู่ภายในร่างกาย รวมทั้งที่กระจายเข้าไปตามต่อมน้ำเหลืองหรือ
กระแสเลือดด้วย โดยแพทย์จะนัดมาทำการตรวจร่างกายวัดความดันและทำการเจาะเลือด
ซึ่งหากผลการตรวจร่างกายผ่าน แพทย์ก็จะให้ไปทำการให้คีโมซึ่งก็เหมือนกับการ
ให้น้ำเกลือทั่วไปเพียงแต่ต้องนอนรอหลายชั่วโมงจนกว่าตัวยาจะหมด และในระหว่างการให้คีโมนี้ผู้ป่วยบางคน
อาจเกิดอาการแพ้ได้ ซึ่งอาจรู้สึกเวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรืออาเจียน และผลข้างเคียงที่ตามมาหลังจากการให้คี
โมประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ ผมจะเริ่มร่วง รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน เป็นแผลในปาก และปริมาณเม็ดเลือดลดล
งทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย ตลอดจนอาจรู้สึกหายใจลำบาก มีผื่นขึ้น ท้องผูกถ่ายไม่ออก หรือมีไข้ เป็นต้น
แต่การรักษาด้วยวิธีนี้ก็มีราคาค่อนข้างแพงเลยทีเดียว แถมยังต้องทำหลายครั้ง ขึ้นอยู่กับแพทย์เป็นผู้วินิจฉัย
ว่าต้องทำทั้งหมดกี่ครั้งจึงจะหายเป็นปกติ

เป็นมะเร็งแล้วหายได้ไหม?
โรคมะเร็งเป็นโรครักษาได้หาย แต่ทั้งนี้ โอกาสรักษาหาย ขึ้นกับ
-ระยะโรค
-ชนิดเซลล์มะเร็ง
-ผ่าตัดได้หรือไม่ ถ้าผ่าตัดได้ สามารถผ่าตัดก้อนมะเร็งออกได้ทั้งหมดหรือไม่
-มะเร็งเป็นชนิดดื้อต่อ รังสีรักษา และ/หรือ ยาเคมีบำบัด และ/หรือยารักษาตรงเป้า หรือไม่
-อายุ และสุขภาพผู้ป่วย
ในภาพรวมโดยประมาณ อัตราอยู่รอดที่ 5 ปี (โอกาสรักษามะเร็งได้หาย) ภายหลังการรักษาโรคมะเร็ง คือ
-โรคระยะ 0 โอกาสรอด = 90-95%
-โรคระยะที่1 โอกาสรอด = 70-90%
-โรคระยะที่2 โอกาสรอด = 70-80%
-โรคระยะที่3 โอกาสรอด = 20-60%
-โรคระยะที่4 โอกาสรอด = 0-15%

มีวิธีตรวจและคัดกรองมะเร็งไหม?
การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งคือ การตรวจให้พบโรคมะเร็งตั้งแต่ระยะยังไม่มีอาการ
(มักเป็นมะเร็งในระยะ 0 หรือระยะ 1)
ทั้งนี้เพราะโรคมะเร็งในระยะนี้ มีโอกาสรักษาได้หายสูงกว่าโรคมะเร็งในระยะอื่นๆ
การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งที่มีประสิทธิภาพ คือ การตรวจที่เมื่อพบโรคแล้ว ภายหลังการรักษา ผู้ป่วยจะมี
อัตรารอดจากโรคมะเร็งสูงขึ้น หรือมีอัตราเสียชีวิตจากโรคมะเร็งลดลงนั่นเอง
ปัจจุบัน การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งที่มีประสิทธิภาพ คือ ตรวจคัดกรองโรค มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม
และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ส่วนการตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง ตับ ปอด ต่อมลูก หมาก และรังไข่ ยังมีการถกเถียงกัน
อยู่ในหมู่แพทย์ ถึง ข้อดี ข้อเสีย และผลข้างเคียงจากการตรวจ รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการตรวจว่า เหมาะสมหรือไม่
อย่างไร และควรให้การตรวจเฉพาะกับบุคคลกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเหล่านี้ หรือให้การตรวจได้กับคนทั่วไป

จะพบแพทย์ขอตรวจโรคมะเร็งได้อย่างไร?
การเตรียมตัวพบแพทย์เพื่อตรวจ และ/หรือ รักษา โรคมะเร็ง ได้แก่
-เตรียมเอกสารสิทธิต่างๆให้พร้อม
-เอกสาร/ยา/ผลตรวจต่างๆ/เอกซเรย์ เมื่อเคยรักษาโรคต่างๆมาก่อน รวมทั้งใบส่งตัวจากต้นสังกัด หรือ
จากแพทย์ต้นสังกัด (เมื่อเป็นการส่งตัวรักษาต่อ)
-ใส่เสื้อผ้า รองเท้า ที่สวมสบาย เปลี่ยน ถอดง่าย เพราะในการตรวจอาจต้องมีการเปลี่ยนเสื้อผ้า รองเท้า
-สมุดจดบันทึก เพื่อจดบันทึกสิ่งที่แพทย์แนะนำ หรือจดบันทึกคำถามต่างๆที่ต้องการถามแพทย์
-ญาติสายตรงอย่างน้อย 1 คน (สามี ภรรยา บิดา มารดา หรือ บุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้ว) กรณีพบแพทย์
เพื่อการรักษา ทั้งนี้เพื่อร่วมปรึกษา รับฟัง และเซ็นยินยอมรักษา
-งดอาหาร และน้ำดื่ม อย่างน้อย 8 ชั่วโมง เผื่ออาจมีการตรวจเลือดเพิ่มเติม

วิธีป้องกันมะเร็ง
หลักการป้องกันโรคมะเร็งโดยทั่วไปก็คือ การออกกำลังกาย การพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด การได้รับสาร
อาหารที่ต้านอนุมูลอิสระ สำหรับคนทั่วไปการโภชนการในการรับประทานผัก ผลไม้และธัญพืชเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว
แต่สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งนั้นปริมาณของสารอาหารเหล่านี้อาจไม่เพียงพอในการต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง
ดังนั้นแพทย์จึงต้องเพิ่มวิตามินและอาหารเสริมเป็นพิเศษให้กับผู้ป่วย ซึ่งอาหารเสริมจะเป็นสูตรพิเศษ
และบางครั้งสกัดเอาเฉพาะสารสำคัญที่เป็นประโยชน์ โดยแยกเอาส่วนที่เป็นโทษออกไป ทำให้เราได้รับสาร
อาหารที่จำเป็นในปริมาณที่มากพอเพื่อจะนำไปต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง การเลือกรับประทานอาหารและอาหารเสริม
ในผู้ป่วยมะเร็งจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจที่ละเอียดลึกซึ้ง ตัวอย่างเช่น ขมิ้นชัน หากเปรียบเทียบขมิ้นชันบด
กับสารสกัดขมิ้นชัน พบว่าสารสกัดขมิ้นชันจะเพิ่มการดูดซึมเป็น 2 เท่าและหากใช้ Super Curcumin
ก็จะเพิ่มการดูดซึมเป็น 7 เท่า
-การทานวิตามิน C สำหับคนปกติรับประทานวันละ 500-1000 mg แต่ไม่เพียงพอสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง
ดังนั้นผู้ป่วยต้องได้รับวิตามิน C ในปริมาณที่สูงมากๆ
-อาหารจำพวกถั่วเหลือง พบว่าในถั่วเหลืองจะมีสารพวกไนโตเจนมาก สารไนโตเจนกลับเป็นตัวกระตุ้นเซลล์มะเร็
ให้เจริญเติบโต เราจึงควรหลีกเลี่ยงโดยใช้สารสกัดจากถั่วเหลืองแทน ซึ่งจะแยกเอาไนโตรเจนออกไป ซึ่งสารสำคัญ
ในถั่วเหลืองจะมีประโยชน์ในการรักษามะเร็งบางชนิดมา
-พืชที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเซลล์มะเร็ง แต่จะให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดจะต้องผ่านการสกัด จะได้สารมา 2 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 คือ ฟาร์โวนอย และอีกกลุ่ม คือ อัลคารอย แต่ละชนิดก็จะเหมาะกับมะเร็งแต่ละประเภท ซึ่งต้องแยกสกัด
และต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม การใช้สารสกัดในกลุ่มนี้มีผลข้างเคียงบ้างเนื่องจากเข้มข้นมาก
-ในด้านอาหารในผู้ป่วยมะเร็งควรจะงดพวกเนื้อสัตว์ทุกชนิด เพราะเนื้อสัตว์นั้นมีโปรตีนซึ่งอาหารที่มะเร็งชอบ
จะไปทำให้เซลล์มะเร็งโตเร็ว และน้ำตาลหรือของหวานทุกชนิด ดังผู้ป่วยมะเร็งจึงมีสภาวะขาดโปรตีนวิธีเสริม
โปรตีนให้ร่างกายคือควรทานโปรตีนจากพืช โปรตีนที่มีมากที่สุดมีอยู่ในข้าวโอ๊ต
-ควรมีน้ำหนักที่เหมาะสมสำหรับท่านควรอยู่ระหว่างดัชนีมวลกาย 18.5-23 สำหรับท่านที่น้ำหนักน้อยก็ต้อง
รับประทานอาหารเพิ่ม หากรับประทานไม่พอก็ต้องรับประทานอาหารเสริมเพิ่มขึ้น โรคอ้วนทำให้เกิดผลเสียต่อ
สุขภาพมากมาย การควบคุมน้ำหนักจะสามารถป้องกันมะเร็งเต้านม ต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่
และมะเร็งไต สำหรับท่านที่มีน้ำหนักเกินท่านต้องรับประทานอาหารน้อยลง วิธีการรับประทานอย่างฉลาดมีดังนี้
-อ่านฉลากอาหารทุกครั้ง หากปริมาณสารอาหารที่ท่านซื้อมากเกินไปท่านต้องแบ่งอาหารออกมา เพื่อมิให้ได้รับ
พลังงานเกินไป
-อย่าอดอาหารเป็นมือเพราะท่านจะรับประทานมากขึ้นในมื้อต่อไป
-เลือกอาหารว่างอย่างฉลาดควรจะเลือกพวกผักและผลไม้
-ให้รับประทานเมื่อท่านหิวเท่านั้น อย่ารับประทานเพราะว่าอร่อย หรือว่ากำลังเหงา ควรหางานอดิเรกทำเพื่อจะ
ได้ไม่รับประทานมากเกินไป
-อาหารพวกผักและผลไม้จะมีไขมันต่ำ หากอาหารหลักของท่านเป็นอาหารเหล่านี้โอกาสที่จะอ้วนก็มีน้อย
-การออกกำลังกายเป็นประจำ
-การออกกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะทำให้แข็งแรง ลดความเครียดได้ ทำให้เจริญอาหาร และการขับถ่ายดีขึ้น
ออกกำลังกายช่วยคุมน้ำหนัก ลดการเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่ให้ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 150 นาที
สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายปานกลาง สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายอย่างหนักให้ออก 75 นาที ต่อสัปดาห์
-หลีกเลี่ยงแสงแดดระหว่างเวลา 10.00 น-16.00 น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีรังสีมากสุด
-สวมแว่นกันแดด สวมหมวกปีกกว้าง หรือถือร่มเมื่อต้องออกสัมผัสแสงแดด
-ทาครีมกันแดดเมื่อต้องสัมผัสแสงแดด
-ฉีดวัคซีนป้องกันโรค
-โรคติดเชื้อบางชนิดหากเป็นเรื้อรังอาจจะทำให้เกิดมะเร็ง
-การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี อาจจะทำให้เกิดโรคมะเร็งตับ ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงได้แก่ ผู้ที่สำส่อนทางเพศ
ผู้ที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ผู้ที่ใช้ยาเสพติดทางหลอดเลือด ชายรักร่วมเพศ เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์
กลุ่มเหล่านี้ควรจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ
-วัคซีนป้องกันเริ่ม Human papillomavirus (HPV)โรคเริมที่อวัยวะเพศจะเพิ่มความเสี่ยง
ในการเกิดมะเร็งปากมดลุกและมะเร็งที่ศีรษะและคอ วัคซีนนี้แนะนำในเด็กอายุ 11-12 ปี
และสุดท้ายมีงานวรสารวิชาการรองรับมากมายเรื่องการป้องกันมะเร็งด้วยการรับประทานอาหารเสริมที่ค้นคว้า
และวิจัยแล้วว่ามีส่วนช่วยในการป้องกันไม่ให้เซลล์ถูกทำลายและกลายพันธุ์ ทั้งนี้ผู้บริโภคควรเลือกโดย
การพิจารณาอย่างรอบคอบถึงโรงงานที่รับผลิตอาหารเสริมว่ามีคุณภาพมากน้อยเพียงใดและสารที่ใช้ประกอบ
ในผลิตภัณฑ์อาหารเสริมนั้นมีความน่าเชื่อถือและมีการรับรองทางการแพทย์ยืนยันด้วยไหม
สารอาหารที่ช่วยป้องกันมะเร็ง
อาหารบางชนิดมีสารอาหารที่ช่วยยับยั้งการเกิดโรคมะเร็ง หรือที่เรียกว่า “สารอาหารต้านมะเร็ง” ได้แก่
อาหารที่ประกอบด้วย พืช ผัก ผลไม้ ธัญพืช เครื่องเทศ อาหารเหล่านี้เป็นแหล่งให้สารอาหารต้านมะเร็งที่สำคัญ
เพราะมีใยอาหาร เบต้าแคโรทีน วิตามิน A C E และสารผัก Phytochemical
หรือ Phytonutrint หลายชนิด เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และออกฤทธิ์ผ่านกระบวนการต่างๆ
ทำให้ยับยั้งการเกิดโรคมะเร็ง และการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ เช่น ดูดซับสารพิษ ต้านการอักเสบ
รักษาสมดุลของระดับฮอร์โมน เพิ่มภูมิคุ้มกัน โดยแบ่งเป็นกลุ่มๆ ได้ดังนี้ สารเม็ดสีในพืช
– สารสีแดง คือ สารไลโคปีนในมะเขือเทศ แตงโม องุ่นแดง สตรอเบอรี่ ฯลฯ
– สารสีส้มและสีเหลือง คือ สารเบต้าแคโรทีน ในผักผลไม้ เช่น ฟักทอง แครอท ข้าวโพด มะละกอ มะม่วงสุก ฯลฯ
– สารสีเขียว คือ สารคลอโรฟิลล์ ในผัก
– สีเขียวเข้ม เช่น คะน้า ตำลึง บร็อคโคลี่ ชะพลู ใบบัวบก ฯลฯ
– สารสีม่วง คือ สารแอนโทไซยานิน ในกะหล่ำม่วง มะเขือม่วง ชมพู่มะเหมี่ยว บลูเบอรี่ ฯลฯ
ผู้ที่บริโภคพืชที่มีสารเม็ดสีเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็น มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านม และมะเร็งมดลูก พืชตระกูลกะหล่ำ
มีหลายชนิด เช่น บร๊อคโคลี่ กะหล่ำปลี ดอกกะกล่ำ คะน้า กวางตุ้ง ผักกาดขาวและหัวผักกาด ฯลฯ พืชในกลุ่มนี้มี
สารที่ช่วยป้องกันมะเร็งหลายชนิดเช่น Sulforaphane, indoleและIsothiocyanate
ผู้ที่บริโภคพืชตระกูลกะหล่ำเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นมะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งหลอดอาหาร
มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับ และมะเร็งลำไส้ใหญ่ พืชตระกูลหอม กระเทียม
มีหลายชนิด เช่น หอมใหญ่ หอมแดง กระเทียม ผักกุ๋ยช่าย ดอกหอม เป็นต้น พบสารประกอบซัลเฟอร์
ซึ่งเป็นสารป้องกันมะเร็ง ผู้ที่บริโภคพืชตระกูลหอม กระเทียม เป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยง จากการเป็นมะเร็ง
กระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งหลอดอาหาร ถั่วเหลือง
นอกจากจะเป็นแหล่งของเส้นใยอาหารแล้ว ยังประกอบไปด้วยสารต้านมะเร็งหลายชนิด เช่น Genistein,
Daidzein, Saponins และ Protease inhibitors ฯลฯ ซึ่งมีคุณสมบัติต้านมะเร็ง
ที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ผู้บริโภคถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ โปรตีนถั่วเหลืองเป็น
ประจำจะช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็น มะเร็งเต้านม มะเร็งไข่ มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก
มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งปอด ผัก–ผลไม้ตระกูลส้ม
ได้แก่ ส้มชนิดต่างๆ มะกรูด มะนาว ฯลฯ นอกจากจะมีวิตามิน ซี แล้ว ยังประกอบไปด้วยสารสำคัญที่มีคุณสมบัติ
ในการป้องกันมะเร็ง เช่น Limonene, Limonoid และ Carotenoid เป็นต้น
ผักผลไม้ตระกูลส้ม มะนาว ช่วยลดความเสี่ยงจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งปอด

บริการด้าน OEM | OEM SERVICE

- สินค้ามีเลขอย.เรียบร้อยแล้ว
- ตรวจสอบเลขอย.ได้โดย คลิก คลิกที่นี่
คลิ๊กที่เลขอย.
คลิ๊กที่ตัวเลขทั้งหมด 13 หลัก กด OK
จากนั้นกรอกข้อมูลตามรูปแบบ
คลิ๊ก Search
- กรณีลูกค้าต้องการเปลี่ยนชื่อผลิตภัณฑ์ใหม่ สามารถกระทำได้
- กรณีลูกค้าที่สั่งรายการใดไปแล้ว รายการนั้นจะเป็นของลูกค้าเพียงแต่ผู้เดียว
(1 สูตร 1 ผลิภัณฑ์ ต่อลูกค้า 1 รายเท่านั้น)
- ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสั่งผลิต OEM

   มะแร็ง, เนื้องอก | CANCER, TUMOR



INGREDIENTS | ส่วนผสม

-
บริการด้าน OEM
| OEM SERVICE
-

-  สินค้ามีเลขอย.เรียบร้อยแล้ว
-  ตรวจสอบเลขอย.ได้โดย คลิก
http://fdaolap.fda.moph.go.th/logistics/food/FSerch.asp?id=food
   คลิ๊กที่เลขอย.
   คลิ๊กที่ตัวเลขทั้งหมด 13 หลัก กด OK
   จากนั้นกรอกข้อมูลตามรูปแบบ
   คลิ๊ก Search
-  กรณีลูกค้าต้องการเปลี่ยนชื่อผลิตภัณฑ์ใหม่ สามารถกระทำได้
-  กรณีลูกค้าที่สั่งรายการใดไปแล้ว รายการนั้นจะเป็นของลูกค้าเพียงแต่ผู้เดียว
   (1 สูตร 1 ผลิภัณฑ์ ต่อลูกค้า 1 รายเท่านั้น)
-  ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสั่งผลิต
OEM

 

Copyright © 2010 Complete-Pharma.com. All Rights Reserved