ชะลอวัย | ANTI-AGING



INGREDIENTS | ส่วนผสม


Acerola | เซอโรลา
Acai berry | อาซาอี
Apple | แอปเปิ้ล
Apricot | แอปปริคอต
Astragalus | ชองปักคี้
Barley | ใบอ่อนข้าวบาร์เลย์
Beet root | ผักกาดแดง
Bilberry | บิลเบอร์รี
Bitter orange | ส้มซ่า
Black cherry | แบล็คเชอร์รี
Black currant | แบล็คเคอร์แรนต์
Blackberry | แบล็คเบอร์รี
Broccoli | บร็อคโคลี่
Cauliflower | กะหล่ำดอก
Chicory | ชิคโกรี่
Licorice | ชะเอมจีน
Chlorella | สาหร่ายคลอเรลลา
Chokeberry | โช้คเบอร์รี่
Cranberry | แครนเบอร์รี
Dãng guî |โกฏเชียง, ตังกุย
Evening primrose | อีฟนิงพริมโรส
Goji berry | โกจิเบอร์รี่
Gotu kola | บัวบก
Grape seed | เมล็ดองุ่น
Grape skin | ผิวองุ่น
Kelp | สาหร่ายเคลป์สกัด
Mangosteen | มังคุด
Nectarine | เนคทารีน
Peach | พีช
Persimmon | พลับ
Pine bark | เปลือกสน
Pomegranate | ทับทิม
Prune | พรุน
Quince | ควินซ์
Red raspberry | เรด ราสพ์เบอร์รี
Reishi | เห็ดหลินจือ
Rosehip | กุหลาบป่า
Rosemary | โรสแมรี่
Sage | เสจ
Schisandra berry | โหงวบี่จี
Shiitake | เห็ดชิตาเกะ
Thyme | ไทม์
Tomato | มะเขือเทศ
White mulberry | หม่อน
Wild cherry | เชอรีป่า
Youngberry | ยังเบอร์รี
Dragon fruit | แก้วมังกร
Gold kiwi | กีวีโกลด์
Grapefruit | เกรฟฟรุ๊ต
Kiwi | กีวี
Red currant | เรดเคอร์แรนต์
White currant | ไวท์เคอร์แรนต์

Anti-aging คือศาสตร์ด้านการชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพที่มีหลักที่การพยายามป้องกัน, รักษา
และฟื้นฟูสุขภาพตั้งแต่คนสุขภาพดีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรค โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้คนเรามีคุณภาพชีวิตที่ดี
ให้ยาวนานที่สุดไม่ใช่เพียงแค่อายุยืนยาวเท่านั้น เพราะคงไม่มีประโยชน์อะไรถ้าคนเราอายุยืนยาว แต่ต้องนอน
อยู่บนเตียง หรือถูกจำกัดการใช้ชีวิตโดยปัญหาสุขภาพ
สำหรับสิ่งที่บ่งบอกถึงความแก่ชราของมนุษย์ คือ ริ้วรอย หรือ ความเหี่ยวย่น ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมชาติ
แม้ความแก่ชราจะเป็นสิ่งที่ทุกคนจะปฏิเสธไม่ได้จากกฎธรรมชาติ แต่กระนั้น ปัจจัยบางอย่าง อาจก่อให้เกิด
ภาวะแก่ก่อนวัย อาทิ ด้านพันธุกรรม แสงแดด หรือสารอนุมูลอิสระ
Anti-aging medicine คือ องค์ความรู้ทางการแพทย์ที่เกี่ยวกับการป้องกัน การดูแลสุขภาพ
ทุกด้าน ทั้งด้านสรีระร่างกาย ผิวพรรณ โภชนาการ ระดับฮอร์โมน การออกกำลังกาย ภาวะทางจิตใจและ
อารมณ์ หรือปัจจัยอีกหลายๆอย่างที่ทำให้เรามีอายุยืนยาว เนื่องจากผิวหนังเป็นอวัยวะซึ่งสะท้อนถึงอายุ
ได้อย่างดีที่สุด จึงมีการพัฒนาและขยายตัวของผลิตภัณฑ์ เพื่อรักษาปัญหาผิวเสื่อมโทรม หมองคล้ำ
และริ้วรอยตามวัยอย่างมากมาย
สาเหตุของความแก่ชรา
แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการหยิบยกหลากหลายสาเหตุของความแก่ชราขึ้นมานำเสนอ, แต่ในบรรดาสาเหตุต่างๆ
ทั้งหมด ทฤษฎีเรื่องการลดลงของการผลิตหรือประสิทธิภาพของสารปรับสภาพภายในร่างกายที่ลดลง เช่น ยีนส์
โมเลกุลของออกซิเจนที่ว่องไวต่อการทำปฏิกิริยา กระบวนการไกลเคชั่น การตอบสนองของภูมิคุ้มกัน ฮอร์โมน
และอื่นๆ กำลังได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ในที่นี้จะขอพูดถึงโมเลกุลของออกซิเจนที่ว่องไวต่อการทำปฏิกิริยา
ไกลเคชั่น และเอนไซม์เซอร์ทูอิน (Sirtuin) ที่ได้รับการพูดถึงเป็นอย่างมากในปัจจุบันเป็นหลัก
ความแก่ชรากับโมเลกุลของออกซิเจนที่ว่องไวต่อการทำปฏิกิริยา (Reactive Oxygen Species)
สารที่เรียกว่า Reactive Oxygen Species หรือโมเลกุลของออกซิเจนที่ว่องไวต่อการ
ทำปฏิกิริยานี้เป็นผลพลอยได้มาจากตอนที่ร่างกายต้องการออกซิเจนเข้ามาเพื่อผลิตพลังงานโดยการเผา
ผลาญน้ำตาล ไขมัน หรือกรดอะมิโน โดยปกติ 2 ถึง 5% ของออกซิเจนที่ร่างกายรับเข้าไปจะกลายไปเป็น
Reactive Oxygen Species ซึ่งมีความว่องไวในการทำปฏิกิริยาสูงและจะไปจู่โจม
ทำลายเนื้อเยื่อและเซลล์แบบสุ่ม ส่งผลให้โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และยีนส์ที่ถูกจู่โจมอาจถูกทำลาย
หรือทำงานด้อยประสิทธิภาพลง เป็นเหตุให้การเผาผลาญพลังงานและระบบเมตาบอลิซึ่มของร่างกายถดถอย
ลงซึ่งกลายเป็นการเร่งกระบวนการของความแก่ชรา เมื่อไม่นานมานี้มีการสังเกตพบว่า
Reactive Oxygen Species มีผลต่อการแก่ชราอย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น
Reactive Oxygen Species ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มากกว่า 90%
อีกทั้งแนวทางการใช้ชีวิตที่ปั่นป่วน (เช่น การบริโภคอาหารมากเกินไป ดื่มแอลกอฮอลมากเกินขนาด
การสูบบุหรี่จัด ความเครียด) รังสียูวีบี สารก่อมะเร็ง สารปรุงแต่งในอาหาร สารตกค้างจากยาฆ่าแมลง
หรือแม้แต่การออกกำลังกายที่ใช้แรงมากเกินไปก็มีส่วนในการผลิต
Reactive Oxygen Species ว่ากันว่ากิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ส่งผลต่อความแก่ชรา
ความแก่ชรากับกระบวนการไกลเคชั่น (Glycation)
น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว เช่น กลูโคสสามารถสร้างแอลดีไฮด์ที่มีความว่องไวในการทำปฏิกิริยาสูง เช่น
แอซีทัลดีไฮด์ซึ่งเมื่อทำปฏิกิริยากับโปรตีนแล้ว ไขมันหรือยีนส์จะก่อให้เกิดกระบวนการไกลเคชั่นที่สร้าง
AGEs (Advanced Glycation End-products) หรือภาวะน้ำตาลสะสม
การทำงานของเซลล์หรือเนื้อเยื่อจะลดต่ำลงเมื่อเกิดกระบวนการไกลเคชั่น ผลผลิตที่ได้จากกระบวน
การไกลเคชั่นจะสามารถสร้างพันธะหรือก่อให้เกิดพอลิเมอร์กับโปรตีน ไขมันหรือยีนส์อื่นได้ เพราะโปรตีน
มีความต้านทานต่อน้ำย่อยโปรตีนต่างๆ สูงกว่าเมื่อถูกเติมน้ำตาลเข้าไป โปรตีนเหล่านี้จะไปสะสมอยู่ใน
เนื้อเยื่อและเร่งการผลิตสารที่ไปกระตุ้น Reactive Oxygen Species พร้อมกับส่งผล
กระทบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและทำให้แก่ชรา กระบวนการไกลเคชั่นเป็นกระบวนการปกติในร่างกาย
แต่ผลกระทบที่มีต่อการแก่ชราจะเห็นได้ชัดเจนกว่าในสภาวะของคนที่เป็นโรคเบาหวานเพราะไกลเคชั่นจะ
ถูกกระตุ้นเมื่อมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ในความเป็นจริง ผู้ป่วยเบาหวานอาจจะมีโรคภัยที่เกี่ยวข้องกับการ
แก่ชราหรือการสร้างเส้นเลือดใหม่ต่างๆ มากมายเกิดขึ้นร่วมด้วยซึ่งเป็นผลมาจากการที่เส้นเลือดต่างๆ
ถูกเร่งให้แก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว
เซอร์ทูอิน (Sirtuin) ยีนส์ต่อต้านการแก่ชรา
แรกเริ่มเดิมทียีนส์เซอร์ทูอินถูกค้นพบในยีสต์ หลังจากนั้นจึงพบในแมลงวัน หนู ลิง คนและต่อมาก็พบว่า
สิ่งมีชีวิตบนโลกส่วนมากก็มียีนส์เซอร์ทูอิน ยีนส์เซอร์ทูอินนี้มีความสามารถในการยับยั้ง
Reactive Oxygen Species และควบคุมปฏิกิริยาที่ผิดปกติในเซลล์ภูมิคุ้มกัน
หน้าที่การทำงานเหล่านี้สามารถชะลอความแก่ชราและยืดอายุขัยออกไปได้ นอกจากนี้เซอร์ทูอินยัง
ได้รับการขนานนามว่าเป็นยีนส์ต่อต้านการแก่ชราอีกด้วย โดยปกติยีนส์เซอร์ทูอินจะถูกกระตุ้นให้ทำงานได้
โดยการอดอาหารและการจำกัดแคลอรี่ ยีนส์เซอร์ทูอินของคนในปัจจุบันที่บริโภคอาหารอย่างอิ่มหนำ
สำราญส่วนมากจะอยู่ในภาวะหลับไหลซึ่งเป็นผลให้ไม่มีการยับยั้งกระบวนการแก่ชรา ดังนั้นการค้นหา
สารที่จะสามารถกระตุ้นการทำงานของยีนส์เซอร์ทูอินได้จะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขสู่การชะลอวัย
วิธีชะลอวัยจากธรรมชาติด้วยอาหารที่เราเลือกรับประทานได้เอง
อาหารมีส่วนเกี่ยวข้องกับสุขภาพอย่างแยกกันไม่ได้ เราต้องกินอาหารทุกวัน อาหารที่มีประโยชน์นอกจากจะ
ให้พลังงานกับร่างกายและไม่ทำให้เกิดโทษแล้ว ควรให้ประโยชน์ในการชะลอวัยได้ด้วย เมื่ออายุเพิ่มขึ้น
ความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ก็จะมากขึ้นตามไปด้วย ความเสื่อมนี้เองที่นำมาซึ่งโรคเรื้อรัง แต่เราสามารถชะลอ
ความเสื่อมนี้ได้ด้วยอาหาร ก่อนที่จะรู้ว่าอาหารชนิดใดสามารถชะลอความเสื่อมได้ ต้องรู้จักกลไกของ
ความเสื่อมและตัวเร่งความเสื่อมก่อน

อนุมูลอิสระ (free radiman-holiday-people-facecal)
เกิดจากการที่ร่างกายได้รับสารพิษจากสิ่งแวดล้อม มลภาวะ อาหาร รวมถึงแสงแดด อนุมูลอิสระเป็นตัวเร่ง
ความเสื่อมที่สำคัญในร่างกาย เพราะอนุมูลอิสระเป็นโมเลกุลที่ไม่เสถียรแต่มีพลังงานมากทำให้ต้องแย่งอิเลค
ตรอนจากโมเลกุลข้างเคียง เมื่อถูกแย่งอิเลคตรอนไป โมเลกุลนั้นๆ ก็จะกลายเป็นอนุมูลอิสระ ทำให้เกิด
ปฏิกิริยาต่อกันเป็นลูกโซ่ ปฏิกิริยานี้จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์ และสามารถขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ
ทำให้เซลล์ หมดสมรรถภาพ ในการซ่อมแซมตัวเอง (Repair) ผลสุดท้ายเซลล์จึงเปลี่ยนสภาพหรือ
ตายไปในที่สุด อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นเพียงโมเลกุลเดียวสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดอนุมูลอิสระนับร้อยนับพันได้
ในร่างกาย นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าอนุมูลอิสระเหล่านี้เห็นสาเหตุของโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และเบาหวาน เป็นต้น
ที่สำคัญคือ อนุมูลอิสระเหล่านี้เร่งกระบวนการแก่ (Aging process) ของเซลล์ อย่างไรก็ตาม
ร่างกายมีวิธีการป้องกันตนเองอยู่แล้ว หากแต่ในปัจจุบันด้วยสิ่งแวดล้อมที่มีมลภาวะสูง อาหารที่มีสาร
ปนเปื้อนจำนวนมาก เราจึงต้องการอาหารที่มีสารชะลอวัย เพื่อเป็นกำลังเสริมในการป้องกันตนเองจาก
ความเสื่อมที่เกิดจากอนุมูลอิสระเหล่านี้ เราเรียกสารที่ช่วยทำลายอนุมูลอิสระว่า “สารชะลอวัย”
4.2.2 การชะลอวัย: ปฏิบัติการดูแลผิวตามอายุ (35)
1.ช่วงปลายของอายุ 20 และ 30 ปี
ผิวหนังจะเริ่มมีคุณภาพในการเก็บรักษาความชุ่มชื้นลดน้อยลง ระดับออกซิเจนที่กระแสเลือดส่งผ่านไป
ยังผิวหนังจะลดลงประมาณ 1 ใน 4 เป็นสาเหตุให้ผิวหนังเริ่มต้นสูญเสียพลังงานและสุขภาพ ผิวหนังจะ
กระจ่างและสดใสน้อยลง การดูแลผิวในวัยนี้ไม่ยุ่งยากเพียงแค่รักษาผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้น
ผิวอย่างสม่ำเสมอ เช่น มอยส์เจอร์ไลซ์เซอร์ และป้องกันผิวด้วยครีมป้องกันแสงแดดก็เพียงพอ
ในวัย 30 จะเริ่มพบริ้วรอยแห่งวัยปรากฏบนใบหน้า ผิวหนังจะผลิตสารคอลลาเจนลดน้อยลง ซึ่งสารดังกล่าว
ทำหน้าที่รักษาความยืดหยุ่นของผิวหนัง เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวหนังเริ่มปรากฏริ้วรอย หากเป็นรอยร่องลึก
แทนที่จะเป็นเพียงรอยเนื่องจากผิวแห้ง จะรักษาให้กลับคืนยาก อายุในวัยนี้ผิวหนังบางคนจะเริ่มอ่อนไหว
แพ้ง่ายต่อสิ่งแวดล้อม ช่น ฝุ่นละออง แสงแดด และสังเกตได้ถึงคุณภาพของผิวผส ทั้งผิวมันและผิวแห้งผสมกัน
ทำให้ดูแลและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ได้ยากขึ้น นอกจากนั้นยังพบว่าธรรมชาติในวัยนี้ อัตราการผลิตหรือ
สร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์เก่าที่เสื่อมและหลุดลอกจะน้อยลง ทำให้ผิวหมอง ไม่สดใสไม่เต่งตึง ปัจจัยอื่น ๆ
ที่ส่งเสริมให้ผิวปรากฏริ้วรอยได้ในวัยนี้ เช่น ความเครียดและความรับผิดชอบมากมายต่อหน้าที่การงานและ
ต่อครอบครัว อนุมูลอิสระจากสารเคมีรอบตัว การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม
การขาดการออกกำลังกาย ปัจจัยเหล่านี้จะเสริมให้ผิวหนังในวัย 30 เสื่อมถอยช้าหรือเร็วจะขึ้นอยู่กับการดูแล
ผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลผิวในวัยนี้ เช่น ครีมชุ่มชื้นผิวป้องกันผิวแห้ง ครีมช่วยเสริมสร้างการสร้างผลัดเซลล์
ผิวหนัง ครีมต้านการเกิดอนุมูลอิสระ และครีมป้องกันแสงแดด ตัวอย่างสารอาหารเหล่านี้ที่มักผสมอยู่ในเครื่อง
สำอาง เช่น ไฮยาลูโรนิคแอซิด เป็นสารให้ความชุ่มชื้นได้สูงแก่ผิวหนัง ทำให้ริ้วรอยแห่งวัยแลดูจางลง วิตามินซี
นับเป็นสารต้านอนุมูลอิสสระที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยส่งเสริมการผลัดเซลล์ใหม่ของชั้น ผิวหนังได้ดี ส่งเสริม
ให้ผิวหนังแลดูกระจ่างใส วิตามินอี มีคุณสมบัติช่วยปรับสมดุลของผิวหนัง ช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้นและพัฒนาควา
มยืดหยุ่นของผิวหนังได้ดีมากนอกเหนือจากประสิทธิภาพการต้านอนุมูลอิสระ
2.ในวัย 40 ปี
ผิวหนังจะสูญเสียสารคอลลาเจนและสารอีลาสตินมากขึ้น ผิวจะแห้งมากขึ้น ทำให้มีริ้วรอยปรากฏชัดขึ้น
อาจมีจุดด่างดำต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งเรียกว่า age spots เนื่องมาจากคุณภาพการทำงานของเซลล์
ต่างๆในชั้นผิวหนังเสื่อมถอยลง เซลล์สร้างเม็ดสีไม่สามารถสร้างเม็ดสีให้ผิวหนังได้สม่ำเสมอ
ทำให้เกิดเป็นจุดด่างดำ และเป็นฝ้าได้โดยสัมพันธ์กับฮอร์โมนในร่างกายที่น้อยลง ผิวหนังถูกทำลายด้วย
อนุมูลอิสระ ทั้งจากภายในร่างกาย เช่นความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ จากสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น
จากสารเคมี ฝุ่นละออง ในวัยนี้การดูแลผิวด้วยครีมชะลอวัยและครีมต้านริ้วรอยจะดีที่สุด เช่น
ครีมผสมคอลลาเจนเพื่อต้านริ้วรอยแห่งวัย ครีมไวท์เทนนิ่ง เพื่อป้องกันจุดด่างดำบนใบหน้า ครีมชุ่มชื้นผิว
สำหรับผิวที่แห้งมาก
3.วัย 50 ปี หรือ สูงกว่า
วัยนี้นับเป็นวัยทองที่ฮอร์โมนในร่างกายกำลังจะหมดหรือบางคนก็หมดไปแล้ว การลดลงของฮอร์โมนทั้ง
เอสโตรเจนของเพศหญิงและโปรเจสเตอร์โรนของเพศชาย ส่งผลให้ผิวหนังแห้ง ผิวบาง และอ่อนไหว
นักวิทยาศาสตร์พบว่าการลดลงของฮอร์โมนในร่างกาย มีผลทำให้สารคอลลาเจนถูกทำลาย จะส่งผลให้ผิ
วหนังเหี่ยวย่น สูญเสียความเต่งตึง และก่อให้เกิดผิวหนังหย่อนยานเป็นถุง ปัญหาผิวหนังที่สามารถแก้ไข
ข้อบกพร่องได้มากมาย เช่น ป้องกันผิวแห้งและปรับสมดุลของผิว ป้องกันและต่อต้านริ้วรอย ปรับสมดุล
ของฮอร์โมนในร่างกายด้วยสารจากพืชโดยเฉพาะอย่างยิ่งสารไฟโตโฮร์โมนทั้ง ชนิดกินและชนิดผสมในครีม
เครื่องสำอาง เช่น จากพืชตระกูลถั่วเหลืองทั้งหลายเต้าฮู้ชนิดต่างๆ สารสกัดจากข้าวโอ้ตน้ำนมข้าวธัญญาพืช
ทั้งหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง งาดำ และจากพืชชนิดอื่นๆ เช่น สารสกัดจากกราวเครือซึ่งได้รับอนุญาตจาก
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ให้ใช้ผสมในเครื่องสำอางได้
นอกจากอายุมีผลต่อการเกิดริ้วรอยแห่งวัยแล้ว พันธุกรรมอาจเป็นตัวกาหนดลักษณะโครงสร้างของผิวหนังว่า
จะเกิดรอยเหี่ยวย่นง่ายหรือยาก เช่น บางคนเวลายิ้มอาจพบเห็นรอยเหี่ยวย่นตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งแสดงว่าน่า
จะเป็นผลจากพันธุกรรม บางครั้งการที่คนมีต่อมไขมันทำงานผิดปกติ เช่นทำงานน้อยเกินไป ทำให้ผิวขาดการ
ปกป้องจากไขมัน เกิดการระเหยของน้ำจากร่างกายทำให้เกิดริ้วรอยและผิวหยาบกระด้างได้หรืออาจทาให้ผิว
แพ้เกิดผิวหนังเป็นขุยและริ้วรอยได้เช่นกัน อีกทั้งโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ซึ่งส่งผลให้ระบบการไหลเวียนของเลือด
เกิดความผิดปกติก็จะส่งผลกระทบกระเทือนทาให้เซลล์ของร่างกายขาดออกซิเจน ขาดอาหาร ทาให้เซลล์
ผิวหนังเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้เช่นกัน (34)
สารสำคัญที่ช่วยชะลอวัย
กลุ่มสารต้านอนุมูลอิสระ
อนุมูลอิสระมีบทบาทสำคัญต่อความเสื่อมของผิว และอวัยวะต่างๆได้มากมาย อนุมูลอิสระ คือโมเลกุลของ
ออกซิเจนที่อยู่โดยไร้คู่ แต่อิเล็กตรอนในอะตอมจะต้องอยู่เป็นคู่เสมอ มันจึงทำปฏิกิริยาทำให้เกิดการเปลี่ยน
แปลงของ DNA โปรตีน และไขมันไม่อิ่มตัวที่ผนังเซลล์ส่งผลให้การทำงานของเซลล์ผิดปกติไป และทำลาย
เซลล์ต่างๆในร่างกายในที่สุด (36) ในส่วนของผิวหนังเมื่ออนุมูลอิสระทำปฏิกิริยากับคอลลาเจนจะเกิดความ
เสื่อมสลายของเส้นใยคอลลาเจน ดังนั้นสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจะทำหน้าที่เป็นปราการปกป้องเซลล์จาก
ปฏิกิริยาของอนุมูลอิสระ ลดระดับของเอ็นไซม์ที่ย่อยสลายคอลลาเจน
(matrix metalloproteinase) และขัดขวางการทำลายคอลลาเจนในที่สุด
และมีหลักฐานด้านงานวิจัยยังพบอีกว่าสารต้านอนุมูลอิสระสามารถช่วยป้องกันและลดการเปลี่ยนแปลงทาง
กายภาพของสภาพผิวซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาริ้วรอย รอยเหี่ยวย่น และผิวที่หยาบกร้าน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
มีผลมาจากแสงแดด รังสียูวี รวมถึงเครื่องสำอางที่มีการใช้กันส่วนใหญ่ (37) สารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีใช้ใน
เวชสำอางหลายชนิด ได้แก่ กลุ่มวิตามิน บี ซี อี กรด อัลฟาไลโปอิก (α-lipoic acid)
โคเอนไซม์คิวเทน (coenzyme Q10 )และสารสกัดจากพืช เช่น
green tea polyphenols จะมีฤทธิ์ป้องกันอันตรายที่ได้รับจากแสงแดด
(photoprotection) (38) ได้อีกด้วย
-วิตามินซี (L-ascorbic acid)
เป็นสารอาหารที่ละลายในน้ำ ร่างกายไม่สามารถจะสร้างขึ้นได้เอง วิตามินซีจะถูกทำลายไปโดยกระบวนการ
เผาผลาญภายในร่างกายที่เรียกว่า ออกซิเดชั่น (oxidation) มีการศึกษาคุณประโยชน์ของ
วิตามินซีต่อการลดอาการแสดงต่างๆของริ้วรอยแห่งวัย (skin aging) การใช้วิตามินซีในรูปแบบ
ของการทา สามารถกระตุ้นการสร้างเส้นใยคอลลาเจน type I และ III และลดระดับของเอ็นไซม์ที่
ทำลายคอลลลาเจนได้ (collagenase I) มีการศึกษาทดลองทา 10 % วิตามินซี
บนใบหน้าเป็นเวลา 3 เดือน พบว่าริ้วรอยบนใบหน้าด้านที่ทายาดีขึ้น เมื่อเทียบกับด้านที่ไม่ทายาอย่างมีนัย
สำคัญ (40) ระดับความเข้มข้นสูงสุดของวิตามินซีชนิดทาที่ได้ผลจากการศึกษาทดลอง คือ 15 %
นอกจากนี้ยังมีการศึกษาของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังที่ได้ทำการวิจัยถึงสารอาหารที่ต้านความเสื่อม
ของผิวในหญิงชาวอเมริกันอายุ 40-75 ปี จำนวน 4,025 คน โดยให้ผู้เชี่ยวชาญทำการสอบถามถึง
การรับประทานอาหาร (Dietary recall) เพื่อประเมินและเปรียบเทียบสภาพผิว
ผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีวิตามินซีและกรดไลโนเลอิค (linoleic acid)
สูง มีไขมันและคาร์โบไฮเดรทต่ำจะมีริ้วรอย ความแห้งของผิว และความบางของผิวลดลงน้อยกว่าผู้ที่รั
บประทานอาหารที่มีวิตามินซีและกรดไลโนเลอิคต่ำและมีไขมันและคาร์โบไฮเดรทสูง โดยพบว่าไขมัน
ที่เพิ่มขึ้น 17 กรัมและคาร์โบไฮเดรทที่เพิ่มขึ้น 50 กรัม มีแนวโน้มเพิ่มริ้วรอยของผิวหนังและทำให้ผิวบางลง
ทั้งนี้ไม่ขึ้นกับอายุ เชื้อชาติ รายได้ ระดับการศึกษา สภาวะหมดประจำเดือน ดัชนีมวลกาย ปริมาณแสงแดด
ที่ได้รับ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ใช้ รวมไปถึงระดับพลังงานและการออกกำลังกาย จากการทดลองโดยให้
อาสาสมัครรับประทานอาหารที่มีวิตามินซี ได้แก่ น้ำส้ม ผลไม้ตระกูลส้ม น้ำผลไม้อื่นๆ และน้ำมะเขือเทศ
ร่วมกับการรับประทานอาหารที่มีกรดไลโนเลอิคสูง ได้แก่ น้ำมันเรปซีด หรือคาโนล่า และน้ำมันถั่วเหลือง
ผักใบเขียวและถั่วเปลือกแข็ง ผลจากการให้รับประทานอาหารโดยการผสมผสานให้มีวิตามินซีและก
รดไลโนเลอิคสูง ช่วยชะลอวัยเสื่อมได้
-วิตามินอี (α-tocopherol)
เป็นสารที่ละลายในไขมัน ระดับความเข้มข้นของวิตามินอีที่มีใช้ในเวชสำอางคือขนาด 2-20 %
วิตามินอีจะมีความคงทนสูง บทบาทที่สำคัญของวิตามินอีต่อผิวคือ ลดปฏิกิริยาอักเสบ
(anti-inflammatory) กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน (immunostimulatory)
ลดความหยาบกร้านของผิวเพิ่มความชุ่มชื้นของหนังกำพร้าส่วนบน และป้องกันผิวจากอันตรายของแสงแดด
-เบต้าแคโรทีน
ปัจจุบันมีหลักฐานสนับสนุนที่ชัดเจนขึ้นถึงการได้รับสารต้านอนุมูลอิสระระดับต่ำที่มีส่วนช่วยในการปรับปรุง
เสถียรภาพของผิวหนังได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับสารต้านอนุมูลอิสระที่มีความเข้มข้นสูงซึ่งอาจส่งผลในทางลบด้าน
การเร่งการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันได้ (pro-oxidant) ส่งผลทำให้ปริมาณสารอนุมูลอิสระ
เพิ่มสูงขึ้น และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง (43) ตัวอย่างของสารต้านอนุมูลอิสระระดับต่ำ เช่น
เบต้าแคโรทีนที่พบมากในผัก และผลไม้ที่มีสีส้ม เหลือง หรือแดง เช่น แครอท ฟักทอง หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดอ่อน
แตงโม แคนตาลูป มะละกอสุก และผักที่มีสีเขียว เช่น บรอคโคลี มะระ ผักบุ้ง ต้นหอม ผักคะน้า ผักตำลึง
ซึ่งเบต้าแคโรทีนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ พบว่าสามารถลดอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งได้ และมีประโยชน์
ต่อร่างกายและผิวพรรณ แต่มีการศึกษาวิจัยที่พบว่าการได้รับปริมาณเบต้าแคโรทีนที่สูงเกินไปจะกลายเป็น
Pro-Oxidant ซึ่งจะเพิ่มการเกิดอนุมูลอิสระ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง
-วิตามินบี 3 (niacinamide)
เป็นวิตามินที่มีความจำเป็นและร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์เองได้ วิตามินบี 3 มีบทบาทสำคัญต่อขบวน
การเมตาบอรลิซึ่มของเซลล์ผิว กระตุ้นให้เซลล์มีการสร้างใหม่และทำงานอย่างปกติ มีการใช้วิตามินบี3
ในทางเวชสำอางอย่างมากและระดับความเข้มข้นสูงสุดที่มีงานวิจัยว่าสามารถต้านริ้วรอยคือที่ระดับ 5%
พบว่าการทาวิตามินบี 3 สามารถลดริ้วรอยเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว ลดรอยด่างดำ กระ
และขนาดของรูขุมขนได้ ทั้งนี้นอกจากฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนแล้ว
ยังพบว่าวิตามินบี 3 สามารถกระตุ้นการสร้างองค์ประกอบสำคัญของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของผิวที่ชื่อ
glycosaminoglycan ได้อีกด้วย (45)
-กรดอัลฟาไลโปอิก (α -lipoic acid)
เป็นสารอาหารประเภทหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายวิตามิน โดยทำหน้าที่เป็น coenzyme
ในขบวนการเผาผลาญน้ำตาล และสารอื่นๆให้เป็นพลังงาน กรดอัลฟาไลโปอิกชนิดทา
เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี และส่งผลลดอาการแสดงต่างๆ ของริ้วรอยแห่งวัยได้อย่างมีนัยสำคัญ
-โคเอนไซม์คิว 10 (Coenzyme Q10)
เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้ เป็นสารที่ละลายไขมัน
มีรายงานทางการแพทย์พบว่าการทา 1% โคเอนไซม์คิวเทนวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 5 เดือน
สามารถลดริ้วรอยแห่งวัยได้อย่างมีนัยสำคัญ

-Polyphenols
ฟีนอลและโพลีฟีนอลเป็นสารกลุ่มใหญ่และมีความสามารถในการรักษาเสถียรภาพของอนุมูลที่เกิด
จากปฏิกิริยาออกซิเดชัน หรือมีความสามารถต้านอนุมูลอิสระได้นั่นเอง ซึ่งมีอยู่มากในพืชพรรณธรรมชาติ
ตัวอย่างของสารพวกโพลิฟีนอลได้แก่ Flavonoids, flavonoid glycosides,
catechins, proanthocyanidins, fl avanolignans,
and phenylpropanoids ซึ่งมีหลักฐานจำนวนมากว่ามีประโยชน์ในการรักษาสภาพผิว
-Flavonoids
ชาเขียวเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย มีการศึกษาในหลอดทดลอง
พบว่ามีสารในกลุ่ม Flavonoid มีชื่อเรียกว่า catechins ซึ่งมีประสิทธิภาพแอนตี้ออกซิแดนซ์สูง
สารสกัดจากชาดำ (หมัก) และชาเขียว พบว่ามีศักยภาพในการขจัดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ในหลอดทดลอง
และยับยั้งการเสียหายของดีเอ็นที่เกิดขึ้นจาก UV มีการศึกษาทางคลินิกที่เกี่ยวข้องกับการชา
และประโยชน์ต่อผิวหนัง ซึ่งพบว่า ชาเขียวที่มีการให้ในหนูทดลอง สามารถปกป้องผิวหนังของหนูจาก
รังสีอัลตราไวโอเลต ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าการเปลี่ยนแปลงของดีเอ็นเอที่เกิดขึ้นมีผลต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง
-Tannin
องุ่นมี catechin เช่นเดียวกับในชา รวมทั้ง epicatechin และ EGCG นอกจากนี้ยังมี
cyanidin ซึ่งคือสารที่ได้จากสีแดง / สีม่วงขององุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผิวและเมล็ดองุ่นมี
Flavonoids ที่เป็นโมเลกุลขนาดใหญ่ที่เรียกว่า แทนนิน (Tannin) หรือ
oligomeric proanthocyanidins (OPCs). Catechins
และ OPCs มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระและป้องกันการอักเสบ (52) ในการทดลองในหนูโดยให้องุ่น OPCs
ผ่านทางช่องปากของหนูพบว่าจะป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งผิวหนังจาก UV-B (53)
นอกจากนี้ Flavonoids ชนิดอื่น ๆ ที่มีอยู่ในองุ่น เช่น rutin, quercetin
และ myricetin เป็นที่รู้กันว่ามีประโยชน์ทาง biological มากมายเช่น มีฤทธิ์ต้านจุลินทรีย์
กำจัดอนุมูลอิสระ และป้องกันการอักเสบต่าง ๆ (54) ทับทิมซึ่งเป็นแหล่งของ Tannin เช่นกัน
โดยมีสารธรรมชาติที่เรียกว่า punicalagin and punicalin ซึ่งเป็นสารสีแดงในทับทิม
สารสกัดจากทับทิมพบว่าสามารถยับยั้งการเกิดเนื้องอกที่ผิวหนังในหนูทดลองได้ (55) มะขามป้อมเป็นพื
ชอีกชนิดหนึ่งซึ่งเป็นแหล่งของ Tannin ผลของมันใช้เป็นยามายาวนานนับพันปี ซึ่งใช้เป็นยาใน
การรักษาทั้งภายนอกและภายใน (56) มีการใช้ในการดูแลสุขภาพผิว และพบว่าสามารถปกป้องเซลล์จาก
superoxide ที่เกิดขึ้นจาก oxidative stress (57)
-Lignans
-Silymarin ไม่ใช่สารตัวเดียวแต่เป็นส่วนผสมของสารพวก flavonolignan
ได้แก่ silybin silydianin และsilychristin ซึ่งแยกได้จากเมล็ดของ
milk thistle plant (Silybum marianum) เป็น antioxidant
ที่มี biologic potency สูงสุดในการดักจับอนุมูลอิสระ (ROS)
ป้องกัน lipoprotein oxidation มีคุณสมบัติ anti-inflamation
และ anti-carcinogeneticproperties พบว่า topical silymarin
มีความสำคัญ ในการยับยั้ง UVB-induced skin edema การเกิด sunburn
และ apoptotic cellsช่วยลด pyrimidine dimersและ มะเร็งผิวหนังในหนูทดลอง
-Selenium
Selenium เป็นแร่ธาตุ (essential element) ที่ พบใน corn, wheat
soybean, walnuts, shellfish และ fish เป็นต้น มีคุณสมบัติเป็นทั้ง
แอนตี้ออกซแดนซ์ และการป้องกันการอักเสบ Rafferty TS. และคณะ
พบว่า ในห้อง ทดลอง selenium ช่วยป้องกันการเกิด apoptosis ของ
cultured human keratinocytes ที่เกิดจากการได้รับ รังสียูวี
topical selenium สามารถซึมผ่านเข้าชั้นผิวหนัง ได้ดี และเพิ่ม
minimal erythemal dose (MED) หรือ ปริมาณของรังสียูวีที่น้อยที่สุด
ที่ก่อให้เกิดรอยแดงในผิวปกติที่ ไม่ได้ทาครีมกันแดดของอาสาสมัคร
-Astraxanthin
-ฤntioxidant anti-inflammatory และ immunomodulatory
โดยทำหน้าที่กำจัด ROS มีการศึกษาพบว่า สามารถป้องกัน photo-aging จาก UVA
ทั้งในรูปทา และ รูปรับประทาน
-Resveratrol
Resveratrol (trans-3,5,4’-trihydroxystilbeneเเป็น
polyphenolic phytoalexin compound พบในผิวหนัง (skin),
seeds of grape, peanuts, red wine และ berries
สาร resveratrol เป็น effective antioxidant ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ
(anti-inflammation) และยังพบว่ามี inhibitory effects ต่อ
tumour initiation, promotion และ progression
สารที่ออกฤทธิ์ควบคุมการทำงานของเซลล์ (cell regulators)
สารกลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ต่อเมตาบอลิซึ่มของเซลล์ในชั้นหนังแท้ กล่าวคือจะทำหน้าที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
อิลาสติน และองค์ประกอบต่างๆในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (extracellular matrix) ได้โดยตรง
-วิตามินเอ (retinoids) : tretinoin หรือ กรดวิตำมินเอ retinoic acid
กรดวิตามินเอมีการนำมาใช้ในการรักษาชะลอริ้วรอยอันเกิดจากแสงแดดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1986 (63) ออกฤทธิ์
โดยการจับกับ retinoic acid receptor จำเพาะของกลุ่ม retinoids
ทำให้มีฤทธิ์ลดการหลั่งของเอนไซม์matrix metallo proteiases(MMPs)ซึ่งจะหลั่ง
ออกมาเมื่อผิวหนังถูกแสงแดด และทำให้เกิดการทำลายคอลลาเจน กรดวิตามินเอ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ทางคลินิกคือ ทำให้ผิวหนังเรียบ รอยย่นลดลง และทำให้สีผิวสม่ำเสมอ การเปลี่ยนแปลงนี้สามารถตรวจพบ
ได้ทางพยาธิวิทยาคือ stratum corneum มีการเรียงตัวเป็นระเบียบมากขึ้น ชั้น granular
หนาขึ้น เม็ดสีเมลานินมีจำนวนลดลง และกระจายตัวสม่ำเสมอขึ้น เซลล์ผิวหนังที่มีรูปร่างผิดปกติมีจำนวน
ลดลง คอลลาเจน type VII เพิ่มขึ้นบริเวณรอยต่อระหว่างหนังกำพร้า และหนังแท้
(dermoepidermal junction, DEJ) เส้นใยอีลาสติคที่ผิดปกติมีจำนวนลดลง
และมีการเพิ่มขึ้นของเส้นใยคอลลาเจนและหลอดเลือด (64) การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีงานวิจัยยืนยัน
ทั้งการศึกษาที่ทำในคนไทยและการศึกษาชนิด double-blind, vehicle controlด้วย

กรดวิตามินเอ จัดเป็นยา (drug) ที่ใช้ในการรักษาภาวะ ผิวหนังเสื่อมชราจากแสงแดด
(photoaging) ที่มีข้อมูลวิจัยทางการแพทย์สนับสนุนมากที่สุด (68-69) แต่มีผลข้างเคียงที่สำคัญ
และพบบ่อยของกรดวิตามิน เอ คือ retinoid dermatitis หรือ การระคายเคืองผิวหนัง
ของกรดวิตามินเอ มีลักษณะผิวลอก แดงหลังจากการใช้กรดวิตามินเอ จึงมีการนำวิตามินเอในรูปอื่นมาใช้
เช่น retinol ซึ่งเป็นสารตัวต้น (precursor)ของ กรดวิตามินเอ retinaldehyde
และ retinyl palmitate เป็นต้น ซึ่งอนุพันธุ์ของวิตามินเอ เหล่านี้ไม่จัดเป็นยา
ระคายผิวน้อยกว่า และมีฤทธิ์คล้ายคลึงกับกรดวิตามินเอ แต่ต้องมีการเปลี่ยนเป็นกรดวิตามินเอในร่างกาย
ก่อนจึงจะสามารถออกฤทธิ์ได้ (70)
-สารเร่งการเจริญเติบโต (growth factor)
เป็น regulatory proteins ที่จับกับ receptor บนผิวเซลล์ทำหน้าที่
mediate signal pathways ภายในเซลล์และระหว่างเซลล์ช่วยในการสมานบาดแผล
(wound healing)โดยกระตุ้นให้เกิดเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่มีการสร้าง
glycosaminoglycan และเกิด angiogenesis ได้แก่ transforming
growth factor-B1, processed skin cell proteins
(PSP TM), placental extract, recombinant epidermal
growthfactor, platelet-derived growth factor
-โปรตีนเปบไทด์ (peptides)
โปรตีนเปบไทด์ (peptides) คือ กรด amino สายสั้นๆ ซึ่งเป็นส่วนประกอบของโปรตีน
ขนาดใหญ่ เช่น เส้นใยคอลลาเจนหน้าที่ของ peptides ในผลิตภัณฑ์เวชสำอาง ได้แก่
Signal peptides เป็นสายกรด amino สั้นๆ ที่สามารถกระตุ้นขบวนการในเซลล์
ทำให้กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน โดย peptides ทำหน้าที่เป็น growth factor
และสามารถกระตุ้นเซลล์ fibroblastได้
glutamineเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมความสมดุลของกรด-ด่างในร่างกาความเต่งตึงของผิว
อาหารที่สมดุลเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผิวที่มีสุขภาพดี สารอาหารสำคัญส่งผลต่อการลดความเหี่ยวของผิว
และให้การสนับสนุนการฟื้นฟูของเซลล์ แต่บ่อยครั้งที่อาหารที่เรากินไม่มีความสมดุล กาแฟ นิโคติน
หรือการบริโภคเนื้อสัตว์มากเกินไปจะนำไปสู่ความผิดปกติของกรด-ด่าง ความสมดุลของเซลล์และ
เนื้อเยื่อจะถูกทำลาย โดยมีผลกระทบต่อกรดอะมิโนในร่างกายอย่างเห็นได้ชัด โดยปกติกรดอะมิโน
จะลดลงตามอายุ กล้ามเนื้อและผิวสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้เกิดการสูญเสียเส้นผมและเกิดริ้วรอย
แม้ว่า glutamine สามารถผลิตได้โดยร่างกายแต่ก็ไม่สามารถผลิตได้ในปริมาณที่เพียงพอ
ถ้า glutamine ไม่เพียงพอร่างกายจะเปลี่ยนโปรตีนจากกล้ามเนื้อเป็น glutamineและพลังงาน
ซึ่งถ้าร่างกายสูญเสียกล้ามเนื้อ ผิวก็จะสูญเสียความยืดหยุ่น เกิดริ้วรอย ดังนั้นการได้รับ glutamine
ในปริมาณที่เพียงพอ จะสามารถชะลอกระบวนการนี้ได้ (79)
Cysteine เป็นกรดอะมิโน ที่ผิวหนังและกระบวนการกำจัดสารพิษในร่างกายต้องการ พบใน
beta-keratin ซึ่งเป็นโปรตีนหลักในเล็บ ผิวหนัง และเส้นผม ซึ่งไม่เพียงแต่มีความสำคัญ
ในการผลิตคอลลาเจน แต่ยังช่วยในการยืดหยุ่นของผิว Cysteine เป็นสารตั้งต้นในการผลิต
กรดอะมิโนทอรีนและเป็นส่วนประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระกลูตาไธโอน ซึ่งมีประโยชน์ในกระบวนการ
กำจัดสารพิษของร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยปกป้องสมองและตับได้รับความเสียหายจากการดื่มเครื่องดื่ม
แอลกอฮอล์และยาเสพติด เป็นต้น Cysteine นี้ยังมีความสำคัญต่อการเมตาบอลิซึมของสารชีวเคมี
ที่สำคัญทั้งโคเอนไซม์เอ เฮพาริน ไบโอติน กรด lipoid และกลูตาไธโอน โดยปกติร่างกายสามารถ
สังเคราะห์ cysteine จากกรดอะมิโนเมทไธโอนี บทบาทที่สำคัญของ Cysteine ได้แก่ การยับยั้ง
ชะลอการแบ่งเซลล์ และกระตุ้นการกำจัดสารพิษในเซลล์เนื้องอกที่ผิดปกติ (80)

การป้องกันความเสื่อมและป้องกันโรคด้วยสารจากธรรมชาติที่สารมารถชะลอวัย
ความชราและความเสื่อม
ได้มีผู้ตั้งทฤษฏีเกี่ยวกับอนุมูลอิสระกับความแก่ชราว่า การเสื่อมสลายของเซลล์ที่เกิดในภาวะความแก่ชรานั้น
เกิดจากการกระทำของอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเมตาโบลิซึม โดยพบว่าเซลล์มีการตายไปมากกว่า
การแบ่งตัวเพื่อเพิ่มปริมาณ นอกจากนี้อนุมูลอิสระจากปฏิกิริยาออกซิเดชันของออกซิเจนในการเผาผลาญ
พลังงานในร่างกายไปเกาะเซลล์ต่าง ๆ และกัดกร่อนเซลล์ให้เสื่อมสภาพเร็ว หากเกิดเพียงเล็กน้อยร่างกายจะส่ง
สัญญาณเตือนด้วยอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ผิวหมองคล้ำแต่ถ้าเมื่อใดที่ร่างกายต้องเผชิญกับปัจจัยอื่นรุมเร้า
จะมีปริมาณอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นเฉียบพลัน จนเกินกว่าจะรับมือไหว และหากยิ่งทิ้งไว้นานอวัยวะต่าง ๆ
จะเกิดความเสื่อม หรือแสดงออกทางผิวหนังที่เหี่ยวย่น ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยากเสียแล้ว
นอกจากนี้ยังมีการศึกษาความสัมพันธ์ของอนุมูลอิสระกับภาวะชราก่อนกำหนด (premature aging)
รายงานว่า ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ และได้รับสาร กลุ่ม benzopyrene ในปริมาณมาก และเมื่อผ่าน
กระบวนการ biotransformationจะได้สาร benzo pyrene-diol-epoxide
ที่จับกับดีเอ็นเอได้สูง สารนี้ นอกจากมีความสัมพันธ์กับเกิดมะเร็งปอดแล้ว (25) ยังมีความสัมพันธ์กับภาวะชรา
ก่อนกำหนดในเพศ ชาย (26) เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ อีกหนึ่ง การศึกษาเชิงลึกที่ช่วยยืนยันความสัมพันธ์
กับสูบบุหรี่กับภาวะชราก่อนกำหนดโดยเฉพาะส่วนผิวหนัง พบว่า สารสกัดจากบุหรี่สามารถกระตุ้นการสร้างอนุมูล
อิสระจำนวนมาก โดยอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นนี้จะกระตุ้นให้มีการสร้างโปรตีน tropoelastin
และmatrix metalloproteinases (MMP) ที่มีส่วนในการย่อยสลายคอลลาเจน
(collagen) อิลาสติน (elastin fiber) และโปรตีโอไกลแคน (proteoglycan)
ความไม่สมดุลของการสร้างและการย่อยสลายนี้จะส่งผลให้เนื่อเยื่อเกี่ยวพัน (connective tissue)
เสื่อมสภาพจนเกิดริ้วรอยบนผิวหนัง ปัจจุบันเริ่มมีความเชื่อว่าสารอาหารบางชนิดสามารถช่วยชะลอความแก่ได้
เช่น วิตามินอี วิตามินซี เบต้าคาโรทีน กรดยูริค โซเดียมอ๊อกไซด์ดิสมิวเทสและเซเลเนียม เป็นต้น
ซึ่งยังไม่มีใครทราบชัดเจนยังคงต้องค้นคว้าวิจัยต่อไปอีกมาก

โรคมะเร็ง
อนุมูลอิสระเป็นตัวการสำคัญในการทำให้เกิดมะเร็งและทำให้เซลล์มะเร็งเจริญเติบโตมากขึ้นโดยทำให้เกิดการแตก
ของโครโมโซมและทำลายดีเอนเอ นอกจากนั้นโรคที่มีการอักเสบเรื้อรังจากอนุมูลอิสระจะสามารถทำให้เกิดมะเร็
งตามมาได้ สารต้านอนุมูลอิสระหลายตัวพบว่ามีคุณสมบัติเป็นตัวต่อต้านการเกิดมะเร็ง เนื่องจากสารเหล่านี้
ช่วยป้องกันดีเอนเอไม่ให้ถูกทำลายและยังทำให้ภูมิต้านทานดีขึ้นอีกด้วยวิตามินอีและวิตามินซี สามารถยับยั้ง
การเกิดการผ่าเหล่า (mutation) ของเซลล์ และสามารถยับยั้งการสร้างสารไนโตรซามีนที่เกิดจาก
อาหาร ควันบุหรี่ ไนเตรทและไนไตรท์ ส่วนเบต้าคาโรทีนสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งอันเนื่องมาจากแสงยูวี
(ultraviolet light) มีการศึกษาเป็นรายงานการวิจัย ถึงการให้สารต้านอนุมูลอิสระและ
ความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง จากการศึกษากับผู้ป่วยชาวจีนที่เป็นโรคมะเร็ง และหญิงที่มีความเสี่ยงสูงต่อการ
เกิดมะเร็ง ผลการศึกษาพบว่า การให้สารบีตาแคโรทีน วิตามินอี และเซลีเนียมมีผลลดการเกิดมะเร็งกระเพาะ
และมะเร็งอื่นๆได้อย่างมีนัยสำคัญ
นักวิจัยกลุ่มหนึ่งได้ศึกษาการป้องกันการเกิดมะเร็ง โดยการใช้โทโคฟีรอล (วิตามินอี) และบีตาแคโรทีน
จากการศึกษาการให้บีตาแคโรทีนพบว่า อัตราการเป็นมะเร็งปอดของคนที่เลิกสูบบุหรี่แล้วเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
แต่วิตามินอีไม่มีผลอย่างใด (86)
มีการวิจัยสนับสนุนว่าบีตาแคโรทีนและ เรตินัล (วิตามินเอ) มีแนวโน้มเป็นไปได้ที่จะเพิ่มอัตราการเป็นมะเร็ง
ปอดและมีความสัมพันธ์กับสารต้านอนุมูลอิสระ
คณะแพทย์กลุ่มหนึ่งพบว่าอัตราการเป็นมะเร็งไม่เปลี่ยนแปลงและมีความสัมพันธ์กับบีตา-แคโรทีนและให้
แอสไพรินด้วย
มีการทดลอง ให้วิตามินอีและบีตาแคโรทีนกับหญิงที่มีอายุระหว่าง 45 ปีหรือสูงกว่าเพื่อป้องกันมะเร็งและ
โรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด พบว่าบีตาแคโรทีนหากให้เสริมในหญิงที่มีสุขภาพปกติ ไม่มีทั้งประโยชน์
และโทษ แต่วิตามินอีจะมีผลต่อเนื่องไปเรื่อยๆ (89)
นอกจากนี้ยังมีการวิจัยพบว่าผักและผลไม้ที่มีบีตาแคโรทีนสูง ก็มีผลต่อการลดอุบัติการของโรคหัวใจขาด
เลือดได้จริง จากการวิจัยย้อนหลังในคนไข้ 4,802 คนติดตามไป 4 ปี (90)
โรคอัลไซเมอร์
โรคอัลไซเมอร์ จากความผิดปกติในเนื้อสมองของกลุ่มใยประสาทที่พันกันจะมีการสร้างสารบีตาอะไมลอยด์
(Beta Amyloid) ในสมอง ใยสมองที่พันกันทำให้สารอาหารไม่สามารถไปเลี้ยงสมอง
สารอะไมลอยด์นี้เมื่อสลายจะให้ สารอนุมูลอิสระออกมา อนุมูลนี้จะทำให้เกิดการอักเสบของเซลล์
สมองเกิดความจำน้อยลงได้ (24)
โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ และความผิดปกติของปอด
จากการศึกษาผู้ป่วยที่เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังและโรคหืด ปอด เป็นอวัยวะสำคัญที่ต้องเผชิญกับมลพิษมากที่สุด
หากจะเปรียบเทียบกับอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย ปัจจัยสำคัญอื่นที่เป็นต้นเหตุของการเกิดมะเร็ง ได้แก่
มลภาวะอันเกิดจากควันท่อไอเสีย ควันพิษจากโรงงานอุสาหกรรม การเผาถ่านหินและกำมะถันตลอดจนควัน
จากสารเคมี เป็นต้น มลภาวะทางอากาศประกอบไปด้วย ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์, ไนโตรเจน ไดออกไซด์,
ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และไฮโดรคาร์บอนอีกหลายชนิด มลภาวะทั้งหมดนี้สามารถเพิ่มปริมาณอนุมูลอิสระภายใน
เยื่อบุผิวของปอด และมีการเชื่อมโยงกันกับการเกิดโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังและโรคหืด เป็นที่ทราบกันว่าบุหรี่เป็น
ต้นเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งและความผิดปกติที่เกิดขึ้นในระบบทางเดินหายใจ ผลการวิจัยระบุชัดว่า
ควันบุหรี่ประกอบไปด้วยสารอนุมูลอิสระและสารอนุมูลอินทรีย์จำนวนมหาศาล

โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง
เป็นโรคที่เกิดการอักเสบในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ การทดสอบทางคลินิกหลายชิ้นได้แสดงให้เห็นว่า
โรคนี้มีสาเหตุมาจากกระบวนการ Oxidative Stress กระบวนการอักเสบที่บริเวณเยื่อเมือก
บริเวณลำไส้จะสร้างปริมาณอนุมูลอิสระที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ระบบป้องกันด้วยสารต้านอนุมูลอิสระทาง
ธรรมชาติของลำไส้ มีปริมาณลดลง การทดสอบทางคลินิกหลายชิ้นได้แสดงให้เห็นถึง การลดปริมาณลงของ
สารต้านอนุมูลอิสระในบริเวณเยื่อเมือกของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ เมื่อโรคนี้เกิดขึ้นที่บริเวณลำไส้ ก็จะทำให้เกิด
ความผิดปกติในการดูดซึม ปริมาณสารอาหารที่เราได้รับจากการดูดซึมก็จะลดลงตามไปด้วย ดังนั้น
หากต้องการที่จะเพิ่มระบบป้องกัน ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ก็ควรจะบริโภคสารต้านอนุมูลอิสระ และแร่ธาตุที่
จำเป็นต่างๆ ด้วย

โรคเกี่ยวกับความผิดปกติของผิวหนัง
อนุมูลอิสระที่มากเกินไป(โมเลกุลออกซิเจน) ก่อให้เกิดความเสียหายของเซลล์ขึ้น สาเหตุของการเกิดริ้วรอย
ความเจ็บป่วยเรื้อรัง และโรคอื่น ๆ รวมถึงโรคมะเร็งผิวหนัง ภาวะ Oxidative Stress
มีสาเหตุมาจากความไม่สมดุลระหว่างการผลิตอนุมูลอิสระ และความสามารถของร่างกายในการต่อต้านอนุมูลอิสระ
ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ สำหรับแสงยูวีซึ่งมีความยาวคลื่นสั้น จะสามารถเจาะผ่านชั้น
Stratum corneum, ชั้นหนังกำพร้า และชั้นหนังแท้ (Upper layers)
แต่ไม่สามารถเจาะผ่านชั้น Hypodermis (Lower layer) ได้
แสงแดด โดยเฉพาะอย่างยิ่งรังสียูวีเอ และรังสียูวีบี สามารถทำให้เกิดผิวไหม้, ริ้วรอยก่อนวัย, ความเสียหายต่อดวงตา,
ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ, ผื่นแพ้แดด(Photoallergic) และผื่นที่เหมือนกับถูกแดดเผาไหม้
(Phototoxic reactions) และแม้แต่โรคมะเร็งผิวหนัง ความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันระหว่า
งความถี่ของการเกิดโรคมะเร็งผิวหนัง และขอบเขตของความเสียหายของดีเอ็นเอ โดยพบว่ากว่า 90% ของมะเร็ง
ผิวหนังเป็นผลมาจากแสงแดด และเป็นที่ทราบกันดีว่าการรักษาที่ดีที่สุด คือการป้องกันโดยการปกป้องผิวจาก
แสงแดดรวมถึงการได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ (98-99) มีหลักฐานว่าสารต้านอนุมูลอิสระสามารถช่วยป้องกัน
และลดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของสภาพผิวซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาริ้วรอย รอยเหี่ยวย่น และผิวที่หยาบกร้าน
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีผลมาจากแสงแดด รังสียูวี รวมถึงเครื่องสำอางที่มีการใช้กันส่วนใหญ่
ปัจจุบันมีหลักฐานสนับสนุนที่ชัดเจนขึ้นถึงการได้รับสารต้านอนุมูลอิสระระดับต่ำที่มีส่วนช่วยในการปรับปรุง
เสถียรภาพของผิวหนังได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับสารต้านอนุมูลอิสระที่มีความเข้มข้นสูงซึ่งอาจส่งผลในทางลบด้าน
การเร่งการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันได้ (pro-oxidant) ส่งผลทำให้ปริมาณสารอนุมูลอิสระเพิ่ม
สูงขึ้น และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง (101) ตัวอย่างของสารต้านอนุมูลอิสระระดับต่ำ เช่น
เบต้าแคโรทีนที่พบมากในผัก และผลไม้ที่มีสีส้ม เหลือง หรือแดง เช่น แครอท ฟักทอง หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดอ่อน
แตงโม แคนตาลูป มะละกอสุก และผักที่มีสีเขียว เช่น บรอคโคลี มะระ ผักบุ้ง ต้นหอม ผักคะน้า ผักตำลึง
ซึ่งเบต้าแคโรทีนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ พบว่าสามารถลดอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งได้ และมีประโยชน์ต่อ
ร่างกายและผิวพรรณ แต่มีการศึกษาวิจัยที่พบว่าการได้รับปริมาณเบต้าแคโรทีนที่สูงเกินไปจะกลายเป็น
Pro-Oxidant ซึ่งจะเพิ่มการเกิดอนุมูลอิสระ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง
ดังนั้นอาหารเสริมสุขภาพที่มีสารต้านอนุมูลอิสระธรรมชาติจากผักและผลไม้ไม่ว่าจะเป็นเบต้าแคโรทีน
วิตามินอี กลูตาไธโอน และโคเอนไซม์ Q10 (CoQ 10) มีศักยภาพเพียงพอในการช่วยดูแลรักษา
สุขภาพผิว และลดริ้วรอยเหี่ยวย่นและความหยาบกร้านของผิวพรรณลงได้ นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ
ชนิดอื่น เช่น ฟีนอลและโพลีฟีนอล Lignans, Selenium, Astraxanthin,
Resveratrol ก็มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระได้เช่นเดียวกัน
โรคภูมิแพ้ (allergies)
โรคภูมิแพ้ คือ โรคที่ร่างกายเกิดปฏิกิริยาที่ผิดปกติต่อสารก่อภูมิแพ้ สาเหตุที่ทำให้เกิดภูมิแพ้มีอยู่หลายประการ
เกิดจากสภาวะมลพิษต่างๆ เกิดจากกรรมพันธุ์ และเกิดจากการแพ้สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ อวัยวะที่ก่อให้เกิดอาการ
ภูมิแพ้ทางลมหายใจ ถ้าสิ่งกระตุ้นผ่านเข้ามาทางลมหายใจ ตั้งแต่รูจมูกลงไปยังปอด ก็จะทำให้เป็นหวัด คัดจมูก
จาม น้ำมูกไหล คันคอ เจ็บคอ ไอ มีเสมหะ คนที่เป็นภูมิแพ้จำนวนไม่น้อย ไม่ได้เป็นภูมิแพ้ตั้งแต่เด็ก แต่เกิดจาก
การทำงานหนัก, อดหลับอดนอน, กินไม่ดี, อยู่ในที่ที่มีมลพิษมาก ที่ทำงานสูบบุหรี่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอนุมูลอิสระ
ในคนปกติที่ไม่เป็นมะเร็งไม่มีเชื้อโรคเข้ามา แต่มีอนุมูลอิสระอยู่มาก ซึ่งอนุมูลอิสระจะไปทำให้โปรตีนเสียรูปร่าง
ทำให้เม็ดเลือดขาวสงสัยว่าไม่ใช่โปรตีนของตนเอง แต่เป็นเชื้อโรคแปลกปลอม เม็ดเลือดขาวจะไปทำลาย
ทำให้เกิดอาการอักเสบบวมเกิดขึ้น ถ้าเกิดที่โพรงจมูกทำให้เยื่อจมูกเราบวม เกิดเป็นภูมิแพ้อากาศ
แต่ถ้าเหตุการณ์ไปเกิดที่หลอดลม ทำให้เยื่อบุหลอดลมบวมจะเป็นหอบหืด หรือถ้าไปเกิดที่ข้อ จะเป็นข้ออักเสบ
รูมาตอยด์ต่างๆ ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นทั้งตัวจะเป็น Systemic Lupus erythematosus
(SLE) ภูมิแพ้ทั้งระบบ
โรคเกี่ยวกับสายตา
เซลล์เยื่อบุจอประสาทตา (Retinal pigment epithelium or RPE) เป็นเซลล์
ชั้นเดียวอยู่ที่จอประสาทตา ทําหน้าที่สําคัญหลายอย่างในกระบวนการมองเห็น ความผิดปกติกับเซลล์เยื่อบุจอ
ประสาทตานี้ ทําให้เกิดโรคความเสื่อมของจอประสาทตา
ชนิด Age-related macular degeneration (AMD) มีความเชื่อว่าการที่เซลล์
อยู่ในภาวะ Oxidative stress เป็นสาเหตุที่ทําให้เกิดโรค AMD ผลการศึกษาก่อนหนานี้พบว่าก
ารบริโภคสารต่อต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) หรือแร่ธาตุเสริม
(Mineral supplements) สามารถป้องกันการเสื่อมของจอประสาทตาได้ สารสกัดจากชาเขียว
EGCG อาจจะ เป็นสารอีกชนิดหนึ่ งที่ใช้ป้องกันการถูกทําลายของเซลล์เยื่อบุจอประสาทตาจากภาวะ
Oxidative stress โดยเฉพาะโรคตาชนิด AMD ผู้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ
เช่น วิตามินซี วิตามินอี แคโรทีนอยด์ เป็นต้น ในร่างกายต่ำ จะมีโอกาสเป็นโรคต้อกระจกมากขึ้น ซึ่งมีการศึกษา
พบว่า เลนส์ตาในผู้ป่วยต้อกระจกมีการเกิดอนุมูลอิสระมาก และพบว่ามีระดับของวิตามินซีและกลูตาไทโอน
(Glutathione) ต่ำ
โรคเกี่ยวกับตับ
ตับมีหน้าที่กำจัดของเสียที่ร่างกายเราได้มาจากอาหารหรือสารที่เรารับเข้าไป เช่น ยา แอลกอฮอลล์ กาแฟ
หรือสารที่เป็นพิษ ตับเป็นอวัยวะเป้าหมายอวัยวะแรกที่สารพิษหลายชนิดเข้าถึงและทำให้เกิดความเสียหายแก่
เนื้อเยื่อซึ่งรวมถึงการบาดเจ็บจากภาวะ oxidative stress เมื่อมีภาวะเหล็กสูงก็จะยิ่งทำให้
ภาวะ oxidative stress และการบาดเจ็บของเซลล์ตับก็รุนแรงมากขึ้น (107 17) รวมทั้งโรคตับ
ที่เกิดจากพิษของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งแอลกอฮอล์และธาตุเหล็กต่างมีคุณสมบัติเป็น
pro-oxidant potential ที่เสริมฤทธิ์กันเหนี่ยวนำให้เกิด oxidative stress
ในเซลล์ตับและลด antioxidant ซึ่งมีบทบาทสำคัญส่งเสริมการเกิดมะเร็ง
ผักและผลไม้ไทยซึ่งเป็นแหล่งสําคัญของใยอาหารและสารอาหารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ผักและผลไม้ที่มีสีเขียว
สีเหลือง สีส้ม สีแดง ได้แก่ ผักบุ้ง คะน้า ตำลึง มะระขี้นก ใบกระเพา ใบย่านาง ผักแพว ใบแมงลัก ยอดแค
ผักชะอม ฟักทอง ตะไคร้ บัวบก มะม่วง มะขาม มะเฟือง มะละกอ แตงโม กระเจี๊ยบ แอปเปิ้ล ลูกเดือย เป็นต้น
เป็นแหล่งของวิตามินพวกแคโรทีน ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ในตับ วิตามินเอมีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้าน
การเกิดมะเร็ง และเป็นสารอาหารที่ส่งเสริมภูมิคุ้มกัน พริกไทย (black peper) เป็นพืชที่มีสารสำคัญ
ชื่อ “ฟีนอลิกส์” (Phenolics)ซึ่งมีคุณสมบัติเป็น antioxidant อย่างดี พริกไทยเป็นพืช
ที่มีคุณสมบัติด้านสารก่อมะเร็งในทางเดินอาหารได้ดีและยังพบว่าพริกไทยสามารช่วยตับทำลายสารพิษมากขึ้น
เกากีจี้ (Lycium chinense) ซึ่งเป็นพืชวงศ์เดียวกับ มะเขือ พริก เป็นพืชที่มีวิตามินเอ
และมีเบต้า-คาโรทีนสูง ช่วยในการกำจัดอนุมูลอิสระ และมีสารที่ช่วยปกป้อง oxidative stress
ต่อตับที่ทดลองในหนูทดลอง (110) โสมเกาหลี รากโสม มีสาร จินเซนโนโซด์ (ginsenoside)
หรือพาแนกโซไซด์ (panaxoside) สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งตับ
และเซลล์มะเร็งดังกล่าวถูกเปลี่ยน ให้กลับไปเป็นเซลล์ปกติได้ นอกจากนั้นยังกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกัน
กระตุ้นให้มีการสร้าง “interferon” ทั้งนี้ โสมจะมีสารที่เป็นส่วนประกอบสำคัญที่นำมาใช้แตกต่างกัน
เปลี่ยนไปตามพื้นที่และสภาพแวดล้อม

โรคเกี่ยวกับไต
ภาวะที่มีปริมาณของซิเทรตในปัสสาวะต่ำ (hypocitrauria) และโพแทสเซียมในปัสสาวะต่ำ
(hypokaliuria) เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคนิ่วไต นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยนิ่วไตจะมี
ภาวะเครียดจากออกซิเดชั่น (oxidative stress) เพิ่มขึ้น (112) มีรายงานวิจัยจำนวนมาก
ที่พบว่าการบริโภคผลไม้และสารต้านอนุมูลอิสระมีบทบาทต่อการรักษาโรคนิ่ว เนื่องจากในผลไม้นั้นมีสารต้าน
อนุมูลอิสระหลากหลายชนิด อันได้แก่ เบตาแครอทีน วิตามินซี วิตามินอี ฟลาโวนอยด์ โพลีฟีนอล เป็นต้น
ช่วยในการปกป้องการทำลายของเซลล์บุท่อไตจากภาวะเครียดจากออกซิเดชั่นและกระบวนการเปอร์ออกซิเดชั่น
ของไขมันในเซลล์ นอกจากนี้ผลไม้ยังมีปริมาณซิเทรต ซึ่งเป็นสารยับยั้งการก่อนิ่ว รวมทั้งมีโพแทสเซียมและ
แมกนีเซียมอีกด้วย

บริการด้าน OEM | OEM SERVICE

- สินค้ามีเลขอย.เรียบร้อยแล้ว
- ตรวจสอบเลขอย.ได้โดย คลิก คลิกที่นี่
คลิ๊กที่เลขอย.
คลิ๊กที่ตัวเลขทั้งหมด 13 หลัก กด OK
จากนั้นกรอกข้อมูลตามรูปแบบ
คลิ๊ก Search
- กรณีลูกค้าต้องการเปลี่ยนชื่อผลิตภัณฑ์ใหม่ สามารถกระทำได้
- กรณีลูกค้าที่สั่งรายการใดไปแล้ว รายการนั้นจะเป็นของลูกค้าเพียงแต่ผู้เดียว
(1 สูตร 1 ผลิภัณฑ์ ต่อลูกค้า 1 รายเท่านั้น)
- ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสั่งผลิต OEM

Copyright © 2010 Complete-Pharma.com. All Rights Reserved